กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 10

เมืองมรณะและค่ายกลลวง

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
กลิ่นอายคาวโลหิตเจือจางคละคลุ้งอยู่ในสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านซากปรักหักพังของเมืองโบราณ รัตติกาลคืนนี้มืดมิดไร้แสงจันทร์ ราวกับผืนผ้าใบสีดำสนิทที่ถูกแต้มด้วยความตาย หลี่เฟิงหยุดฝีเท้าลงบนพื้นหินศิลาแตกละเอียด ปลายเท้าของเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนระลอกเล็กที่แฝงอยู่ใต้พื้นดิน ปราณกระบี่ในตันtian (ตันเถียน) ของเขาหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองกวาดไปเบื้องหน้า ความเงียบงันของเมืองมรณะแห่งนี้ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย หากแต่เป็นความสงบก่อนพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำ "มีค่ายกลซ่อนอยู่... และมันไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะพันปีดังขึ้นเบื้องข้าง มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลม ท่ามกลางบรรยากาศที่อับชื้นและเปรอะเปื้อนกลิ่นอายมาร ร่างของนางกลับเปล่งประกายรัศมีเซียนบริสุทธิ์จางๆ ขับเน้นให้ใบหน้างามล้ำเลิศดูราวกับภาพวาดจากสรวงสวรรค์ ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายเยียบเย็นดุจคมกระบี่เหมันต์ที่พร้อมปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อ หลี่เฟิงไม่ตอบคำถาม สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเสาหินศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบจัตุรัสกลางเมือง อักขระสีดำสนิทนับหมื่นตัวกำลังเรืองแสงวับแวมอยู่บนผิวหิน ราวกับฝูงแมลงพิษที่กำลังดิ้นรนมีชีวิต "สำนักมารโลหิตโลกันตร์... พวกมันรอเราอยู่ที่นี่นานแล้ว" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเย่อหยิ่งทระงายที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณ "พวกมันคิดว่าค่ายกล 'เก้าอวิ๋นผลาญวิญญาณ' นี้ จะสามารถกักขังวิถีกระบี่ของข้าไว้ได้กระนั้นหรือช่างโง่เขลานัก" สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนแปร! *เปรี้ยง!* พื้นดินใต้เท้าของทั้งคู่ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ หมอกสีเลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจเสาค้ำยันสวรรค์ ในพริบตาเดียว เงาร่างนับร้อยก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด รอบทิศทางถูกปิดตายด้วยม่านพลังสีดำทะมฬที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนคลื่นไส้ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทาง ราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผีในขุมนรก "ฮ่าๆๆๆ! หลี่เฟิง! มู่หรงเสวี่ย! พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของนิกายเราได้? วันนี้ที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพคู่ของพวกเจ้า!" เสียงคำรามกึกก้องด้วยความแค้นดังมาจากร่างของชายชราผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมสีเลือด ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งแล้ง มือทั้งสองข้างถือลูกแก้วโลหิตที่กำลังหมุนวนดูดกลืนวิญญาณรอบกาย เขาคือผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักมารโลหิตโลกันตร์ ผู้มีตบะบำเพ็ญเพียรสูงส่งถึงขั้นหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ มู่หรงเสวี่ยปรายตามองกลุ่มมารโลหิตเหล่านั้นด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ นางไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดเบาๆ กระบี่เหมันต์ประจำกาย 'ชิงหลิง' ก็หลุดออกจากฝักด้วยเสียงกังวานใสราวน้ำค้างแข็งกระทบแผ่นดิน "หนอนแมลงกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้ มุสาวาจา" เสียงของนางราบเรียบ เย็นชาจนคนฟังรู้สึกหนارสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ทว่าภายในความเย็นชานั้นกลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศรอบตัวแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา หลี่เฟิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเสน่หาอันลึกซึ้งที่เขามีให้นางเพียงผู้เดียว "เสวี่ยเอ๋อร์... เจ้าเก็บแรงไว้เถอะ พวกสวะเหล่านี้... ให้ข้าจัดการเอง" "อย่าผยองนัก หลี่เฟิง" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเบา แม้ปากจะตำหนิ แต่นัยน์ตาคู่คู่นั้นกลับทอประกายความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางขยับกายเข้าไปยืนชิดแผ่นหลังของเขาโดยสัญชาตญาณ การปกป้องซึ่งกันและกันได้กลายเป็นความเคยชินอันงดงามท่ามกลางเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยขวากหนาม *บรึมมม!* ผู้อาวุโสสำนักมารสะบัดมือ ค่ายกลเก้าอวิ๋นผลาญวิญญาณพลันแผดเสียงคำราม ลำแสงสีเลือดนับพันสายพุ่งเข้าหาทั้งคู่จากทุกทิศทางด้วยความเร็วราวดาวตก แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก ปราณรอบตัวถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า หลี่เฟิงกลับไม่หลบเลี่ยง เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่พุ่งอัคคีจิตวิญญาณสีทองแดงที่ร้อนระอุออกมาดุจสุริยันแผดเผา ดวงตาคมกริบเปล่งประกายแสงเจิดจ้า กระบี่เหล็กนิลในมือสั่นสะท้านด้วยความกระหายเลือด "วิชากระบี่ทะลวงเหมันต์... เพลงกระบี่ที่หนึ่ง ฝ่าสวรรค์ไร้พ่าย!" เขากวัดแกว่งกระบี่ออกไปในอากาศอย่างไร้ลวดลายซับซ้อน แต่ทว่าทุกตวัดและทุกเส้นสายของคมกระบี่กลับแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งของการฝืนลิขิตฟ้า ปราณอัคคีและปราณเหมันต์หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นคลื่นกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมาที่แผดเผาทุกสิ่งและแช่แข็งทุกชีวิตในขณะเดียวกัน! *ฉับ!* เสียงกรีดร้องโหยหวนดังประสานกันระงม คลื่นกระบี่ของหลี่เฟิงผ่าม่านพลังสีเลือดขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดายราวกับตัดกระดาษ แรงกระแทกย้อนกลับทำให้เหล่าสาวกสำนักมารกระเด็นกระดอนกระอักเลือดสดๆ ออกมาพร้อมกัน ผู้อาวุโสชุดเลือดเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด ตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นคมกระบี่พุ่งตรงเข้ามาหาตนเอง "เป็นไปไม่ได้! ตบะของเจ้า... ทำไมถึง..." คำพูดของมันขาดหายไปในลำคอ เมื่อคมกระบี่อันหนาวเหน็บและร้อนแรงในเวลาเดียวกันพาดผ่านลำคอ ร่างของมันแข็งค้าง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงปลิวไปกับสายลม ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลาย และชัยชนะอยู่แค่เอื้อมนั้นเอง... พื้นดินใต้เท้าของหลี่เฟิงและมู่หรงเสวี่ยก็พลันยุบตัวลงอย่างกะทันหัน อักขระโบราณสีดำสนิทที่เคยอยู่บนเสาหิน กลับปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น แสงสีดำทมิฬสาดส่องขึ้นครอบคลุมร่างของพวกเขาทั้งสองในพริบตา "ระวัง! นี่ไม่ใช่ค่ายกลเก้าอวิ๋น..." มู่หรงเสวี่ยใบหน้าเปลี่ยนสีเป็นครั้งแรก นางพยายามจะคว้าแขนของหลี่เฟิง แต่ม่านพลังแปลกประหลาดกลับผลักทั้งคู่ออกจากกันอย่างรุนแรง หลี่เฟิงรู้สึกราวกับร่างของตนกำลังถูกดึงดูดลงสู่ห้วงเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ท่ามกลางหมอกควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นมา เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกที่รอคอยการกลับมาของเหยื่ออันโอชะ *"ยินดีต้อนรับกลับสู่... กับดักที่แท้จริง หลี่เฟิง ลูกหลานแห่งตระกูลผู้ถูกสาป..."* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%