กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 11

หัวใจที่เริ่มอุ่น

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
หยาดโลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหิมะขาวโพลนราวกับดอกเหมยยามเหมันต์เบ่งบาน บาดแผลลึกฉกรรจ์บนหัวไหล่ของหลี่เฟิงยังคงส่งกลิ่นอายปราณอสูรที่กัดกร่อนเนื้อหนังอย่างช้า ๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้มิอาจสั่นคลอนความทะนงตนในดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่ของเขาได้แม้แต่น้อย เขานั่งขัดสมาธิพิงผนังถ้ำศิลาอันเหน็บหนาว ลมหายใจแผ่วเบาแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา ไอร้อนจากอัคคีจิตวิญญาณภายในพยายามต้านทานพิษร้ายที่แผ่ซ่าน แต่วิถีโคจรพลังกลับติดขัดเพราะเส้นชีพจรปราณส่วนใหญ่เสียหายยับเยินจากการปะทะกับราชันย์อสูรเมื่อคืนวาน "อย่าขยับ" เสียงหวานกังวานดั่งระฆังหยกแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งดังขึ้น มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาใกล้ร่างที่ชุ่มโชกด้วยเหงื่อและโลหิต นางเซียนผู้สูงส่งไร้ซึ่งกิเลสทางโลก บัดนี้แววตากลับไหววูบราวกับผิวน้ำในลำธารยามต้องลมหนาว นางย่อกายลงเบื้องหน้าเขา ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกสลักเปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า ถ่ายเทลมปราณเหมันต์บริสุทธิ์เพื่อกดผนึกพิษอสูรที่กำลังลุกลามเข้าสู่หัวใจของชายหนุ่ม หลี่เฟิงเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยที่มักจะเยียบเย็นเสมอ ความใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายสาวและกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกปี้อั้นท่ามกลางพายุหิมะ ทำให้หัวใจที่ด้านชาและแข็งกระด้างมาตลอดชีวิตนักฆ่าและจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวของเขา กระตุกวูบอย่างรุนแรง "แม่นางมู่... ตัวท่านเองก็บาดเจ็บภายในเช่นกัน การถ่ายเทปราณเหมันต์เช่นนี้ รังแต่จะทำให้ลมปราณย้อนกลับทำร้ายตัวท่านเอง" หลี่เฟิงเอ่ยเสียงแหบพร่า ริมฝีปากซีดเผือดแย้มยิ้มหยันตนเอง "ข้าเป็นเพียงคนไร้ค่าที่แบกรับความแค้นของตระกูล เส้นทางนี้ข้าต้องเดินไปเพียงลำพัง ไยต้องเอาชีวิตเซียนผู้บริสุทธิ์มาเสี่ยงกับคนเช่นข้า" "หุบปากซะ หลี่เฟิง" มู่หรงเสวี่ยตวาดเบา ๆ ทว่าแววตากลับสั่นระริก ปลายนิ้วที่กดลงบนจุดชีพจรของเขาสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ นางไม่เคยเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนตลอดหลายร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาไร้รัก โลกของนางมีเพียงกระบี่และกฎสวรรค์อันเย็นชา ทว่ายามเห็นบุรุษผู้ดื้อรั้นผู้นี้เผชิญหน้ากับความตายโดยไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด หัวใจที่ควรจะด้านชากลับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด ความเงียบงันเข้าปกคลุมภายในถ้ำศิลา มีเพียงเสียงลมพายุภายนอกที่คำรามก้องดั่งอสูรร้าย ไอร้อนจากร่างกายของหลี่เฟิงผสมผสานกับไอเย็นบริสุทธิ์ของมู่หรงเสวี่ย เกิดเป็นละอองหมอกบางเบาปกคลุมร่างทั้งสอง ท่ามกลางความเจ็บปวดอันแสนสาหัส หลี่เฟิงเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปสัมผัสหลังมือเรียวของนางที่ทาบอยู่บนอกเสื้อเพื่อระงับพิษ สัมผัสเย็นเยียบของนางปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มของเขา ราวกับไฟกับน้ำแข็งที่กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งเฮือกยามเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาแตะโดนผิวนาย นางชะงักค้างแต่มิได้สะบัดหนี ดวงตากลมโตมองประสานกับนัยน์ตาคมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งความดุดัน ความอ่อนล้า และ... ความอาลัยอาวรณ์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ "เจ้า..." นางเปล่งเสียงได้เพียงเท่านั้น เมื่อหลี่เฟิงขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของคนทั้งสองแทบจะแนบชิดกัน "มู่หรงเสวี่ย... หากสวรรค์กำหนดให้ข้าต้องตายในศึกชิงกระบี่สะท้านฟ้า หรือต้องดับสูญภายใต้ทัณฑ์อัคคีสวรรค์ สิ่งเดียวที่ข้าเสียดายที่สุดในภพชาตินี้..." หลี่เฟิงกระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มต่ำบาดลึกเข้าถึงก้นบึ้งวิญญาณ "คือการไม่ได้บอกเจ้าว่า ในโลกที่เหน็บหนาวและโหดร้ายนี้ การได้พบเจ้า... คือปาฏิหาริย์เดียวที่ทำให้ข้ารู้ว่าหัวใจมนุษย์ยังคงเต้นอยู่" คำสารภาพอันจริงใจและอุกอาจราวกับคมกระบี่ที่แทงทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของเทพเซียน นางพญาแห่งวิชากระบี่เหมันต์รู้สึกคล้ายลมหายใจสะดุด ร่างกายแข็งค้างไปชั่วขณะ หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวยโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านจากกลางอกลามไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความร้อนจากพิษอสูร แต่เป็นความอบอุ่นจากหัวใจของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน "เจ้าคนบ้า..." นางพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงหยาดน้ำตาหยดหนึ่งที่ร่วงหล่นจากปลายคางกระทบลงบนหลังมือของหลี่เฟิง ราวกับหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ที่ดับเพลิงอัคคีในใจเขาจนมอดไหม้ ในวินาทีที่กำแพงแห่งความเยือกเย็นระหว่างทั้งสองกำลังจะพังทลายลง ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ถ้ำศิลาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีมหาอัคคีภัยกำลังปะทุขึ้นจากขุมนรกใต้พิภพ ไอประหลาดอันชั่วร้ายและทรงพลังกดทับลงมาจากฟากฟ้าจนลมหายใจติดขัด มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตาคมกริบไปที่ปากถ้ำทันที นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่ตามล่าพวกนางมาตลอดทาง—ยอดฝีมือจากสำนักกระบี่สวรรค์และเงาสังหารแห่งราชสำนักมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้! หลี่เฟิงกัดฟันกรอด ฝืนพลังปราณที่ยังบาดเจ็บลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาคว้าด้ามกระบี่ข้างกายไว้แน่น นัยน์ตาสەท้อนประกายเพลิงอัคคีผสมผสานกับความเด็ดเดี่ยว เขาก้าวขึ้นมายืนบังร่างของมู่หรงเสวี่ยไว้เบื้องหลัง ทว่าก่อนที่เขาจะได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เงาร่างสีดำทมิฬนับสิบก็พุ่งทะยานเข้ามาปิดล้อมปากถ้ำไว้ทั้งหมด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากความมืดมิดภายนอก... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%