กลิ่นอายโลหิตและไอเย็นยะเยือกจากค่ายกลอเวจีเก้าสวรรค์ยังคงลอยวนอยู่รอบกาย ประดุจคมมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงผิวเนื้อจนชาหนึบ ทว่าความเจ็บปวดทางกายเหล่านี้กลับมิอาจเทียบเท่ากับแรงกดดันมหาศาลจากอักขระโบราณที่กำลังบดขยี้กระดูกและเส้นชีพจรของพวกเราให้แหลกสลายเป็นจุล
มู่หรงเสวี่ยยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าข้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยละอองโลหิตสีแดงฉานตัดกับความเย็นเยียบของเกล็ดน้ำค้างที่ร่วงหล่น ทว่าดวงเนตรคู่สวยกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็นดั่งหยกสลักที่ยากจะสั่นคลอน นางปรายตามองค่ายกลเบื้องหน้าที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นรูปอสูรเพลิงโลกันตร์พร้อมแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ก้องกังวานลึกลงไปในจิตวิญญาณ
"หลี่เฟิง... เวลาของพวกเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว หากยังฝืนต้านทานด้วยวิชาของแต่ละคน เกรงว่าคงต้องดับสูญไปพร้อมกับค่ายกลนี้เป็นแน่"
ข้าแค่น่นเสียงในลำคออย่างหยิ่งทะนง นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังใจกลางค่ายกลที่หมุนวนด้วยพลังปราณอันบ้าคลั่ง มือหนากำด้ามกระบี่วิญญาณในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ให้ข้าก้มหัวยอมจำนนต่อกฎสวรรค์งี่เง่าเช่นนี้ สู้ให้ข้าเอาเลือดเนื้อของตนเองถมลงบนพื้นดินเสียยังดีกว่า มู่หรงเสวี่ย เจ้ากล้าพอที่จะเดิมพันวิถีกระบี่ร่วมกับข้าหรือไม่?"
คำกล่าวท้าทายนั้นมิได้ทำให้นางสะดุ้งสะเทือน ริมฝีปากบางเฉียบของเทพเซียนผู้เย็นชาแย้มยิ้มออกมาบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามราวน้ำค้างแข็งแรกแยบนอกหน้าต่างในคืนเหมันต์ แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผาผลาญแม้กระทั่งสรวงสวรรค์
"วิถีกระบี่ของข้า... มอบให้ท่านตั้งแต่วันที่เราก้าวเข้าสู่แดนมิคสัญแล้ว หลี่เฟิง จงนำทางไป"
สิ้นคำกล่าวของนาง ร่างระหงก็ก้าวเข้ามาประชิดแนบชิด ไออุ่นจากกายของนางผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ซินหลานที่ลอยกรุ่นอยู่จางๆ ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความตาย นี่ไม่ใช่เพียงแค่การร่วมมือเพื่อเอาตัวรอด แต่มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณและวิชากระบี่เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว—เคล็ดวิชาสูงสุดที่แม้แต่บรรพจารย์เซียนในอดีตยังมิอาจบรรลุ
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณต้วนอี้ทั้งหมดที่โคจรอยู่ในตันtian (ตันเถียน) ให้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยก็ยกมือเรียวดุจหยกสลักขึ้นแตะที่แผ่นหลังของข้า ถ่ายทอดพลังปราณเหมันต์พันปีอันบริสุทธิ์เข้าสู่ชีพจรของข้าโดยตรง ความเย็นยะเยือกและเพลิงอัคคีแผดเผาปะทะกันอย่างรุนแรงภายในร่าง จนข้าต้องกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวดที่ราวกับร่างจะฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ ทว่าข้าก็มิได้ถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว
"ประสานกระบวนท่า! เคล็ดกระบี่เหมันต์ทะลวงอัคคี!"
เสียงตะโกนก้องของพวกเราดังประสานกันราวกับเสียงคำรามของมังกรและหงส์ที่ตื่นจากการหลับใหล
ข้าตวัดกระบี่ในมือออกไปอย่างสุดกำลัง คมกระบี่ไม่ได้มีเพียงแค่ความเกรี้ยวกราดดุจเพลิงกัลป์ที่แผดเผาฟ้าดินอีกต่อไป แต่กลับถูกเคลือบไว้ด้วยละอองน้ำค้างแข็งสีครามเข้มที่แผ่ไอเย็นเสียดกระดูกออกมาพร้อมกัน พลังสองขั้วที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง—หยินและหยาง เหมันต์และอัคคี—บัดนี้กลับหลอมรวมกันเป็นคลื่นกระบี่รูปมังกรคู่ที่หมุนวนเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง
ตู้มมมม!
เสียงระเบิดกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา อักขระโบราณนับหมื่นตัวที่สลักอยู่บนผนังค่ายกลเริ่มปริแตกออกเป็นรอยร้าวราวกระจกที่ถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก คลื่นกระแทกอันมหาศาลซัดสาดเข้าใส่ร่างของพวกเราจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว ข้ากระอักโลหิตสีเข้มออกมาคำใหญ่ ร่างกายรู้สึกชาหนึบไปหมดราวกับสูญเสียความรู้สึกไปชั่วขณะ ทว่าสายตายังคงไม่ละไปจากใจกลางค่ายกลที่บัดนี้กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
มู่หรงเสวี่ยทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งใช้กระบี่ค้ำยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงร่าง ใบหน้าขาวเนียนซีดเผือดไร้สีเลือด หยดโลหิตสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากของนาง แต่นางกลับมิได้เอ่ยคำตัดพ้อใดๆ ออกมาเลยแม้แต่คำเดียว นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตาข้า ดวงเนตรคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของข้าที่ยังคงยืนหยัดด้วยความทะนงตน
"ยังไม่พอ..." ข้าพึมพำกับตัวเองขณะที่ใช้ปลายกระบี่ค้ำยันร่างให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง "ค่ายกลนี้ยังไม่แตกสลายอย่างสมบูรณ์"
ในจังหวะนั้นเอง เศษซากของอักขระเวทที่แตกละเอียดกลับรวมตัวกันใหม่อย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต มันแปรสภาพเป็นเงาร่างของเทพผู้พิทักษ์ค่ายกลขนาดยักษ์ ถือหอกเพลิงมหึมาพุ่งตรงเข้ามาหมายจะบดขยี้พวกเราให้แหลกคาที่ในกระบวนท่าเดียว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งเข้ากดทับจนอากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามจะยกกระบี่ขึ้นต้านทานอีกครั้ง ทว่าพลังปราณในร่างของนางกลับติดขัดจากการใช้เคล็ดวิชาผสานจิตเมื่อครู่
"หลี่เฟิง! ระวังตัว!" นางร้องเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความร้อนรนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ข้าไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ร่างกายพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าโดยเอาแผ่นหลังของตนเองเป็นโล่กำบังให้นาง พลังปราณในตันเถียนถูกรีดเร้นออกมาจนหมดสิ้น เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ทว่าแววตาของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยสยบยอมต่อผู้ใดกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความบ้าคลั่ง ข้าเงื้อมือขึ้นสุดแขน รวบรวมจิตวิญญาณทั้งหมดไว้ที่คมกระบี่เล่มเดียว
ทว่า ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง ที่ใจกลางเงาร่างของเทพผู้พิทักษ์ค่ายกล กลับปรากฏแสงสว่างสีทองเจิดจ้าแปลกประหลาดส่องประกายวาววับขึ้นมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด—เสียงของบุคคลลึกลับที่ข้าตามล่ามาตลอดชีวิต...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 12
วิชากระบี่ผสานจิต
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!