“โลหิตของคนตระกูลหลี่... มิได้หลั่งรินเพื่อล้างบาป แต่เพื่อค้ำจุนบัลลังก์อัปยศของพวกมันต่างหาก!”
เสียงคำรามแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักร้างอี้ว์ฮวา เงาจันทร์สีนวลสาดส่องลอดผ่านช่องโหว่ของหลังคาที่ผุพัง ทอดเงายาวเหยียดของหลี่เฟิงให้ทาบทับลงบนแผ่นป้ายวิญญาณที่แตกหักเป็นเสี่ยงๆ เลือดสดๆ หยดหนึ่งไหลรินจากมุมปากของชายหนุ่ม หยดลงบนพื้นศิลาเย็นเยียบจนเกิดเสียงสะท้อนกังวานดุจเสียงระฆังมรณะ
เขากุมกระบี่ชิงหลานไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด พลังปราณอัคคีจิตวิญญาณภายในร่างกายพลุ่งพล่านราวกับลาวาใต้พิภพที่รอวันปะทุ ความทรงจำอันเลือนรางแต่บาดลึกดุจคมมีดกรีดแทงลงบนหัวใจ ทุกภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงสำนึก—ภาพของมารดาที่ยอมสละชีพเพื่อปกป้องคัมภีร์ลับ ภาพของบิดาที่ถูกตรึงด้วยโซ่อัคคีสวรรค์ และเสียงหัวเราะเย้ยหยันของผู้อาวุโสสำนักกระบี่เมฆา
“เจ้ายังดื้อดึงที่จะแบกรับอดีตอันโสโสนี้ไปถึงไหนกัน”
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นจากความมืดมิด มู่หรงเสวี่ยก้าวออกมาจากเงาจันทร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพัดพลิ้วไหวตามสายลมปราณที่หมุนวนรอบกาย นางไม่ได้มองแผ่นป้ายวิญญาณเหล่านั้น แต่นัยน์ตาดั่งหยกคู่นั้นกลับจับจ้องไปยังบาดแผลฉกรรจ์บนอกเสื้อของหลี่เฟิง—บาดแผลที่เกิดจาก ‘กระบี่เพลิงผลาญโลหิต’ เคล็ดวิชาต้องห้ามที่มีเพียงผู้นำตระกูลหลักแห่งสำนักใหญ่เท่านั้นที่ครอบครอง
หลี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววหยิ่งทะนงและเจ็บปวดระคนกัน “เจ้าคิดว่าข้ากำลังงมงายอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์... เจ้าเป็นถึงเทพเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ ปรารถนาแห่งการบำเพ็ญเพียรคือการไร้ซึ่งภาระผูกพัน ไฉนจึงยังเอาตัวเข้ามาแปดเปื้อนกับความแค้นของคนใกล้ตายเช่นข้าเล่า”
มู่หรงเสวี่ยหยุดยืนเบื้องหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจ กลิ่นอายความหนาวเหน็บจากวิชากระบี่เหมันต์เข้าปะทะกับไอร้อนระอุของอัคคีจิตวิญญาณจนเกิดเป็นไอหมอกจางๆ ลอยคลุ้ง นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ ที่รอยแผลบนอกของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการถ่ายทอดพลังปราณบริสุทธิ์เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด แม้สีหน้าของนางจะยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด
“ข้ามิได้สนใจความแค้นของมนุษย์... แต่ข้าสนใจดวงวิญญาณที่กำลังแผดเผาตัวเองดวงนี้” เสียงของมู่หรงเสวี่ยแผ่วเบาดุจเสียงกระซิบของสายลมเหมันต์ “หากเจ้าดับสูญ วิถีกระบี่ที่ข้าเฝ้าเพียรพยายามเคียงคู่มาจะมีค่าอันใด”
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหลี่เฟิง ชายหนุ่มชะงักงัน นัยน์ตาดำขลับมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ท่ามกลางความเยือกเย็นสง่างามดั่งนางพญาเซียน เขากลับมองเห็นความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผด็จศึกฟ้าดินเคียงข้างเขาเพียงผู้เดียว ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน
ทว่า บรรยากาศอันเปราะบางกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังแว่วมาจากยอดเขาเบื้องนอก!
*“ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักสลดใจเสียจริง นึกไม่ถึงว่าจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนแห่งตระกูลหลี่ จะต้องมาคอยซบตักสตรีเพื่อต่อลมหายใจ!”*
สิ้นเสียงกังวานก้าวเท้าอันหนักหน่วงก็ดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลกระบี่ที่กดทับลงมาจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสพรั่งปรากฏขึ้นบนกำแพงตำหนักร้าง ใบหน้าของพวกมันถูกปกกปิดด้วยหน้ากากยักษ์อสูร แต่ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับเข้มข้นจนทำให้ท้องนภายามค่ำคืนแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด
หลี่เฟิงหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่ชิงหลานในมือส่งเสียงกรีดร้องด้วยความกระหายเลือด ออร่าปราณอัคคีระเบิดออกรอบตัวจนรัศมีแสงสีทองแดงแผดเผาความมืดมิดให้สว่างวาบ เขากวาดสายตามองผู้นำเงาลึกลับที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด พร้อมกับความจริงบางส่วนที่เพิ่งกระจ่างชัดในสมอง
“หน้ากากอสูรโลหิต... พวกมันไม่ใช่คนของสำนักกระบี่เมฆา แต่เป็นเงาทมิฬที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลข้ามาตลอด!” หลี่เฟิงแค่นเสียงลอดไรฟัน รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า
มู่หรงเสวี่ยขยับกายยืนเคียงข้างเขาอย่างเงียบเชือก กระบี่เหมันต์ในฝักเริ่มสั่นระริก ไอความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดฝนที่โปรยปรายลงมากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่น่าเกรงขาม “พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด... ดูท่าความลับที่พวกมันซ่อนไว้ใต้เงาจันทร์นี้ คงมีค่ามากพอที่จะแลกด้วยชีวิตของพวกมันทั้งหมดในวันนี้”
หลี่เฟิงปรายตามองสตรีข้างกาย มุมปากยกยิ้มหยันอย่างเย่อหยิ่ง ท่ามกลางวิกฤตอันตาย ชายหนุ่มกลับรู้สึกถึงพลังเร้นลับที่กำลังทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตนเอง
“เช่นนั้นก็ดี...” หลี่เฟิงกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ประกายตาฉายแววดุดันดุจพญาอินทรีขยับปีก “วันนี้ข้าจะใช้เลือดของพวกมัน เซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพชนตระกูลหลี่ให้จงได้!”
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผู้นำเงาลึกลับบนกำแพงก็สะบัดมือ โซ่อัคคีสีดำสนิทนับร้อยเส้นพุ่งแหวกอากาศเข้าจู่โจมร่างของทั้งสองจากทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วราวดาวตก ทว่า ก่อนที่โซ่มรณะจะทันแตะต้องเป้าหมาย หลี่เฟิงกลับหลับตาลงชั่วพริบตา... และในลมหายใจถัดมา เสียงคำรามดังกึกก้องจากห้วงลึกของวิญญาณก็สะท้อนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งขุนเขา ทะลวงผ่านขอบเขตพลังเดิมเข้าสู่ ‘ขั้นหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์’ อย่างไร้ผู้ต้านทาน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 13
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!