กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนอยู่กับกลิ่นอายเหมันต์บริสุทธิ์ภายในตำหนักน้ำแข็งเจ็ดชั้น
จอกสุราหยกขาวสลักลวดลายมังกรทะยานฟ้าถูกวางกระแทลงบนโต๊ะศิลาด้วยแรงที่หนักหน่วงพอจะทำให้เนื้อหยกเกิดรอยร้าวรานบางเบา ดวงตาของหลี่เฟิงคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก มือหนากำด้ามกระบี่วิญญาณแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวซีด ขณะที่นัยน์ตาคู่คมจับจ้องร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้กำลังยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าม่านน้ำตาอัคคี
"เจ้าเชื่อใจเขามากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ มู่หรงเสวี่ย?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยคลื่นพลังปราณที่ปั่นป่วนดุจพายุหิมะในฤดูเหมันต์ หลี่เฟิงแค่นยิ้มหยันให้กับความโง่เขลาที่เพิ่งประจักษ์
มู่หรงเสวี่ยไม่แม้แต่จะหลบสายตา ร่างระหงของนางก้าวเข้าไปใกล้ก้าวหนึ่ง ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากกายทิพย์จนทำให้อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง นางสบตากับจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง สำหรับนางแล้ว วิถีเซียนคือความไร้อารมณ์ แต่เหตุใดหัวใจที่ควรจะตายด้านกลับสั่นไหวทุกครั้งยามที่เผชิญหน้ากับความดื้อรั้นของบุรุษผู้นี้
"ข้าไม่ได้เชื่อใจเขา... ข้าเพียงแต่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง หากแต่แฝงความสั่นไหวเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งเทพเซียน "ไป๋จื่อหลิงเป็นสหายร่วมสำนักมาหลายร้อยปี เขาไม่มีทาง..."
"สหายร่วมสำนักงั้นหรือ?" หลี่เฟิงแค่นหัวเราะเสียงดังลั่น ตำหนักน้ำแข็งสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์ของเขา "สหายที่ส่งพิษสลายปราณเหมันต์เข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของเจ้าเมื่อสามวันก่อน สหายที่ร่วมมือกับพรรคมารโลหิตเพื่อชิงตำรากระบี่ไร้ลักษณ์ เจ้ายังกล้าเรียกว่าสหายอยู่อีกหรือ!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเสวี่ย
นางนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แม้ภายนอกนางจะยังคงรักษาความสง่างามเยือกเย็นไว้ได้ แต่วิญญาณกระบี่เหมันต์ภายในตันเถียนกลับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด นางไม่เคยระแวงไป๋จื่อหลิง... หรือพูดให้ถูกคือ นางไม่เคยคิดว่าผู้ที่เติบโตมาด้วยกันในแดนเซียน จะกล้าใช้ ‘ยันต์สะกดจิตโลหิต’ ควบคุมจิตใจของศิษย์น้องในสำนักเพื่อลอบสังหารนางจากเบื้องหลัง
แต่หลี่เฟิงรู้... เขารู้ทุกอย่าง แม้กระทั่งกลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ติดอยู่บนชายเสื้อของไป๋จื่อหลิงเมื่อยามที่มันก้าวเข้ามาในเขตอาคมของตำหนักนี้
"เขามาแล้ว"
หลี่เฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ดวงตากลับทอประกายสังหารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
สิ้นเสียงของจอมยุทธ์หนุ่ม ประตูศิลาหนักอึ้งของตำหนักน้ำแข็งก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก ช้าๆ ท่ามกลางละอองหิมะที่โปรยปราย ร่างของบุรุษในชุดคลุมยาวสีครามปักลายเมฆาเหินหפיรปรากฏขึ้น ใบหน้าหล่อเหลายิ้มแย้มอ่อนโยน ดวงตาระยิบระยับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร ทว่าแววตาคู่ลึกซึ้งกลับซ่อนความอำมหิตไว้ภายใต้หน้ากากแห่งคุณธรรม
"ศิษย์พี่มู่หรง... ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงรีบเร่งรุดมาดู เกรงว่าท่านจะถูกมารร้ายผู้นี้หลอกลวงเอาได้"
ไป๋จื่อหลิงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ท่าทางของเขาดูไร้พิษภัยราวกับบัณฑิตผู้ทรงศีล หากแต่ในสายตาของหลี่เฟิง บุรุษผู้นี้เปรียบเสมือนงูพิษที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ใต้อาภรณ์หรูหรา
มู่หรงเสวี่ยหันไปมองสหายร่วมสำนักที่นางเคยไว้ใจที่สุด แววตาเย็นชาของเทพเซียนเริ่มปรากฏร่องรอยแห่งความผิดหวัง นางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว พลังปราณเหมันต์รอบกายเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น
"ไป๋จื่อหลิง... เจ้าบอกข้าซิ ว่าเหตุใดคราบเลือดบนกระบี่วิญญาณ ‘เมฆาไร้เงา’ ของเจ้า ถึงมีกลิ่นอายปราณมารโลหิตของแดนสนธยา?"
คำถามของมู่หรงเสวี่ยตรงประเด็นราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงบนเนื้อหนัง รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋จื่อหลิงชะงักค้างไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่แววตาที่เป็นมิตรเมื่อครู่จะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุร้ายอย่างเห็นได้ชัด
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างสมกับที่เป็นเทพเซียนผู้ครองวิชากระบี่เหมันต์ผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ยังสังเกตเห็น" ไป๋จื่อหลิงหัวเราะลั่น ร่างของเขาแผ่ซ่านไอพลังมารสีดำสนิทออกมาจนละอองหิมะรอบกายกลายเป็นสีดำสนิท "ในเมื่อความแตกแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป! มู่หรงเสวี่ย เจ้ามันโง่เขลาเองที่เชื่อใจคนง่ายเกินไป วิชากระบี่เหมันต์ขั้นสูงสุดในตำนานสมควรตกเป็นของข้า ผู้ใดที่ขวางทาง ข้าจะกวาดล้างให้สิ้นซาก!"
พริบตาเดียว บรรยากาศภายในตำหนักน้ำแข็งก็ถูกปกคลุมด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง
ไป๋จื่อหลิงสะบัดมือ พลังปราณมารพุ่งทะยานเป็นเงากรงเล็บสีดำสนิทตะปบเข้าใส่ร่างของมู่หรงเสวี่ยจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ท่ามกลางความตระหนกที่ฉายชัดขึ้นในแววตาของเทพเซียนผู้ไม่เคยพลาดท่าแก่ผู้ใด!
ทว่า... ก่อนที่กรงเล็บมารจะสัมผัสโดนปลายเส้นผมของนาง เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งทะยานตัดผ่านความว่างเปล่าเข้ามาดุจสายอัคคีแผดเผา
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของกระบี่วิญญาณและกรงเล็บมารระเบิดออกสว่างวาบไปทั่วทั้งตำหนัก หลี่เฟิงยืนขวางอยู่เบื้องหน้ามู่หรงเสวี่ย ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยจากแรงกระแทก แต่นัยน์ตากลับทอประกายความท้าทายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
"คิดจะแตะต้องนาง... ข้ามศพข้าไปก่อน!"
หลี่เฟิงคำรามลั่นในลำคอ ปราณกระบี่อัคคีจิตวิญญาณระเบิดออกจากร่างแผดเผาไอเย็นจนละลายกลายเป็นไอน้ำพวยพุ่งท่วมท้นตำหนัก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่มุมปากของไป๋จื่อหลิงกลับปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแปลกประหลาด
เพราะเขามิได้มาเพียงลำพัง... และเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงนับร้อยชีวิตที่กำลังล้อมกรอบตำหนักน้ำแข็งเจ็ดชั้นจากภายนอก ก็กำลังคำรามก้องประกาศิตความตาย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 14
ศัตรูในคราบมิตร
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!