โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาขาวราวน้ำแข็ง เกิดเสียงสะท้อนกังวานดุจเสียงถอนหายใจของเทพยดาผู้ร่วงหล่น
วิชากระบี่หกเหมันต์ผันแปรของตำหนักเซียนกระบี่สวรรค์ขึ้นชื่อว่าตัดขาดเจ็ดอารมณ์ ตัดสิ้นหกความอาลัย เป็นวิชาที่เย็นชาไร้หัวใจและทรงอานุภาพยิ่ง ทว่าในยามนี้ ปลายกระบี่สีครามใสราวน้ำค้างแข็งพันปีของมู่หรงเสวี่ยกลับสั่นระริก ปราณกระบี่ที่ควรจะแช่แข็งวิญญาณผู้คนให้แตกสลายในพริบตากลับแปรเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าลง สามส่วน ด้วยเหตุผลที่นางเองก็ไม่อาจหาคำตอบมาอธิบายได้
เบื้องหน้านางคือหลี่เฟิง ชายหนุ่มผู้ถือครองกระบี่เหล็กดำไร้ลวดลาย สภาพร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ รอยกระบี่ลึกจนเห็นกระดูกและคราบโลหิตที่แห้งกรัง แต่ทว่าแววตาคู่นั้น... แววตาที่ดื้อรั้น ทะนงตน และไม่ยอมสยบต่อกฎเกณฑ์ใดในใต้หล้า กลับส่องประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดาราพรรณรายบนท้องนภา
"เจ้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้... เพื่อสิ่งใดกัน?"
สุ้มเสียงของมู่หรงเสวี่ยราบเรียบเย็นชาดั่งเช่นเคย ทว่าหากผู้ฝึกตนระดับสูงมาสดับฟังย่อมสังเกตเห็นได้ว่า มันมีความสั่นไหวระลอกเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น นางพญาเซียนผู้สูงส่งผู้ไม่เคยชายตากล้ามนุษย์ผู้ใด ไยจึงต้องมาติดตรึงอยู่กับสายตาของบุรุษผู้มีเส้นทางชีวิตพังทลายผู้นี้
หลี่เฟิงหัวร่อในลำคอ เสียงหัวร่อของเขาแหบพร่าแต่ทว่าก้องกังวานด้วยจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมจำนน เขาใช้กระบี่เหล็กดำค้ำยันร่างที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงเอาไว้ หยาดเหงื่อและโลหิตไหลย้อยผสมปนเปกันจนน่าเวทนา แต่ทว่าสันหลังของเขากลับตั้งตรงดุจยอดเขาไท่ซานที่แม้แต่สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ก็มิอาจโค่นล้ม
"ความแค้นของตระกูลหลี่ ความอัปยศที่สวรรค์มอบให้... หากข้าไม่ทำลายมันด้วยมือคู่นี้ ต่อให้บรรลุเป็นเซียนไร้ใจอย่างท่าน ข้าก็เป็นได้เพียงศพที่เดินได้ตัวหนึ่งเท่านั้น!"
คำพูดของหลี่เฟิงบาดลึกดุจคมกระบี่ มันไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย แต่มันคือปณิธานที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากกองเพลิงแห่งความแค้นและหยาดน้ำตา
มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือกในใจ นางจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น
ในอดีต อาจารย์เคยพร่ำสอนนางว่า วิชากระบี่ที่แท้จริงคือการตัดขาดจากโลกีย์ ปราศจากความรัก ความชัง ความกลัว และความหวัง ยิ่งไร้หัวใจมากเท่าใด กระบี่ก็ยิ่งไร้เทียมทานมากเท่านั้น นั่นคือวิถีเซียนที่นางยึดถือปฏิบัติมาตลอดหลายร้อยปี
ทว่าในวินาทีนี้ เมื่อนางได้มองเห็นจิตวิญญาณที่ลุกโชนอยู่ในกระบี่ของหลี่เฟิง นางจึงตระหนักได้อย่างกระจ่างชัด...
วิชากระบี่ของชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ไร้หัวใจ หากแต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่และหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าภูผา! มันคือกระบี่ที่เปี่ยมด้วยความแค้น ความรัก ความปรารถนา และชีวิตจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เป็นวิชากระบี่ที่กล้าท้าทายแม้กระทั่งเงาของฟ้าดิน
"เจ้า... เจ้ากำลังใช้ความรู้สึกขับเคลื่อนกระบี่ ซึ่งมันเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการบำเพ็ญเพียร" มู่หรงเสวี่ยเอמהด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว ปราณเหมันต์รอบกายของนางสงบลงอย่างประหลาด ราวกับเกรงว่าจะไปสร้างความเจ็บปวดเพิ่มเติมให้แก่ร่างที่สะบักสะบอมของชายหนุ่ม
"ข้อห้ามงั้นหรือ?" หลี่เฟิงยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตรายและความทะนงตน "ถ้าหากกฎสวรรค์มันบิดเบี้ยว ถ้าหากวิถีเซียนที่พวกท่านร่ำเรียนกันคือการตัดทอนความเป็นมนุษย์ทิ้งไป ข้า หลี่เฟิง ผู้นี้... จะขอฉีกกระชากกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วยคมกระบี่ในมือข้าเอง!"
สิ้นคำพูด ปราณกระบี่สีนิลกาฬรอบกายของหลี่เฟิงก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง พลังจิตวิญญาณที่หลับใหลอยู่ภายในจุดตันเทียนถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด บาดแผลทั่วร่างที่ควรจะทำให้เขาสิ้นสติกลับกลายเป็นตัวเร่งเร้าให้พลังแห่งความมุ่งมั่นหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของกระบี่เหล็กดำ
*โครมคราม!*
มิติรอบบริเวณพลั่นสั่นสะเทือน เมฆทมิฬบนท้องฟ้าก่อตัวหมุนวนอย่างน่ากลัว สายฟ้าสีม่วงเข้มแลบแปลบปลาดยังเบื้องบน ราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธที่มนุษย์ผู้หนึ่งบังอาจแผ่จิตสังหารท้าทายอำนาจสวรรค์
มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว ชายหนุ่มผู้นี้กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ท่ามกลางความเป็นความตาย เขากลับใช้บาดแผลและความเจ็บปวดเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ขอบเขตพลังขั้นถัดไป!
"อย่าบอกนะว่า..." มู่หรงเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก นางพญาเซียนผู้เยือกเย็นมาตลอดชีวิต กลับมีความรู้สึกตื่นตระหนกวูบผ่านเข้ามาในดวงตาคู่สวย
หลี่เฟิงไม่ได้สนใจสายตาของนาง เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณที่ระเบิดออกมาสะท้อนกับแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมากระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อและโลหิต ความเจ็บปวดจากบาดแผลนับร้อยแห่งทั่วร่างในยามนี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ อีกต่อไป ราวกับว่าจิตวิญญาณของเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคมกระบี่ไปเสียแล้ว
นี่คือสัจธรรมที่แท้จริง บาดแผลที่ไร้ความรู้สึก ไม่ใช่เพราะร่างกายด้านชา แต่เป็นเพราะหัวใจมุ่งมั่นแน่วแน่จนเกินกว่าความเจ็บปวดใดๆ จะแผดเผาได้!
ในขณะที่หลี่เฟิงกำลังจะทะลวงผ่านคอขวดแห่งการบำเพ็ญเพียร ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ พลังปราณสายหนึ่งที่ชั่วร้ายและทรงพลังจนน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนเป็นหนתเหน็บและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันหมอกปริศนา พร้อมกับเสียงหัวร่อเยือกเย็นที่บาดแก้วหูจนโลหิตในกายแทบสำลักออกมา
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นการทะลวงขอบเขตที่ยอดเยี่ยมจริงๆ หลี่เฟิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะรอดออกไปจากหุบเขานี้ได้?"
มู่หรงเสวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที นางตวัดกระบี่เหมันต์ในมือชี้ตรงไปยังเงาร่างนั้นด้วยจิตสังหารอันรุนแรง "ผู้อาวุโสแห่งพรรคมารโลหิต! เจ้ากล้าดียังไงถึงลอบเข้ามาที่นี่!"
ทว่าผู้มาเยือนกลับหาได้หวาดกลัวไม่ เขายกมือขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นวัตถุปริศนาชิ้นหนึ่งในมือที่กำลังเปล่งแสงประหลาดอักษรโบราณ และในวินาทีที่หลี่เฟิงกวาดตามองไปยังวัตถุดังกล่าว หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
สิ่งนั้นคือ... ป้ายวิญญาณแห่งบรรพชนตระกูลหลี่ ที่ควรจะถูกทำลายไปตั้งแต่คืนวันล้างบางตระกูล!
"อยากรู้ไหมว่ามันมาอยู่กับข้าได้อย่างไร?" เสียงหัวร่ออันชั่วร้ายดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเงาดำที่พุ่งทะยานเข้าประชิดตัวมู่หรงเสวี่ยและหลี่เฟิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 3
บาดแผลที่ไร้ความรู้สึก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!