โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนพื้นศิลาจารึกอัคคี สะท้อนแสงสีส้มเรืองรองของค่ายกลวิญญาณจนประกายวาววับราวกับอัญมณีต้องสาป
"เจ้า... ซ่อนความเจ็บปวดอันไร้ก้นบึ้งนี้ไว้ภายใต้ความทะนงตนเช่นนั้นหรือ, หลี่เฟิง"
เสียงหวานใสที่เยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางยอดเขาหมื่นปีเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความสั่นพร่าที่เจ้าตัวมิอาจควบคุมได้ มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นข้อยกเว้นเดียวในหัวใจที่ควรจะด้านชาไร้ความรู้สึก ปลายกระบี่เหมันต์ในมือของนางสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อพลังปราณอัคคีที่แผดเผารอบกายเขา ทว่าเกิดจากภาพเหตุการณ์นับพันที่เพิ่งไหลทะลักเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณผ่านทางการเชื่อมต่อของค่ายกลอ่านความทรงจำ
หลี่เฟิงกกระอักโลหิตออกมาอีกคำโต ร่างกายสูงสง่าของเขายังคงตั้งตรงไม่ยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตา ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองนางกลับด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง มุมปากหยักลึกยกยิ้มฝาดเฝื่อน "หึ... เทพเซียนผู้สูงส่งอย่างท่าน เคยลิ้มรสชาติของการสูญเสียทุกลมหายใจ ตั้งแต่ฟ้าดินยังไม่แยกระหว่างวันกับคืนบ้างหรือไม่เล่า, มู่หรงเสวี่ย?"
คำถามนั้นมิใช่การท้าทาย หากแต่เป็นคมมีดที่กรีดลึกลงไปในความทรงจำอันว่างเปล่าของนางเอง
มู่หรงเสวี่ยพลันชะงักงัน ภายในห้วงสมองของนางที่เคยสงบดั่งผืนน้ำในบึงลึกยามค่ำคืน กลับถูกรบกวนด้วยภาพสะท้อนในอดีตของหลี่เฟิง—ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่ต้องกอดศพมารดาไว้แนบอกท่ามกลางกองเพลิงล้างตระกูล เสียงกรีดร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อกฎสวรรค์อันไร้ความเมตตา และหยาดน้ำตาที่หลั่งรินปะปนกับคราบเขม่าควัน ท ุกความรู้สึกเจ็บปวดระทมเหล่านั้น หลี่เฟิงมิได้เพียงแค่จดจำ แต่มันถูกหลอมรวมเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงกระบี่ในมือเขาให้แผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรนับพันปี นางถูกพร่ำสอนให้ตัดขาดจากกิเลส ตัดสิ้นซึ่งความผูกพัน เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ทว่ายามนี้ เมื่อนางได้มองเห็น "รอยแผลเป็น" ในจิตใจของบุรุษผู้นี้ ผืนน้ำแข็งหนาเตอะในจิตวิญญาณของนางกลับเริ่มปริร้าวทีละน้อย
"วิถีเซียน... คือการตัดขาดจากความอาลัยอาวรณ์" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลมปราณที่หมุนวนรอบห้องโถง "เหตุใด... ข้าจึงรู้สึกราวกับว่า หัวใจของเจ้ากำลังแผดเผาหัวใจของข้าไปด้วยเล่า"
"ถ้าเช่นนั้นก็จงละทิ้งวิถีเซียนบ้าบอคอแตกนั่นเสียสิ!" หลี่เฟิงแผดเสียงคำราม ลมปราณอัคคีทมิฬระเบิดออกจากร่างอย่างบ้าคลั่งจนศิลาใต้เท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง เขาพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาคว้าข้อมือเรียวบางที่ถือกระบี่เหมันต์ไว้แน่น แรงกดดันอันมหาศาลบีบให้ร่างระหงต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว จนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดติดกับผนังศิลาเย็นเยียบ
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือช่องว่าง ดวงตาคมกริบดุจประกายไฟประจันหน้ากับดวงตาดอกท้อคู่สวยที่ไหวระริกเป็นครั้งแรกในรอบพันปี
"เจ้ากล้า..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน แม้ปากจะเอ่ยคำขู่ ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวผิดจังหวะ ยามที่กลิ่นอายบุรุษอันร้อนรุ่มโอบล้อมรอบกาย นางสัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งของเขา และเขาก็สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวอันยาวนานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นของนาง
"ข้ากล้ามากกว่าที่ท่านคิด, เสวี่ยเอ๋อร์" นานเท่าใดแล้วที่ไม่มีใครเรียกนางด้วยชื่อนี้อย่างไร้พิธีรีตอง น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบข้างใบหูขาวผ่องทำให้ร่างของเทพเซียนผู้สูงศักดิ์สะท้านเฮือก "ท่านบอกว่าข้าดื้อรั้น ฝืนลิขิตฟ้า... แต่ท่านเล่า มู่หรงเสวี่ย? ท่านกำลังฝืนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองอยู่ใช่หรือไม่?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งสองและเสียงกระบี่เหมันต์ที่ส่งเสียงครางฮือราวกับรับรู้ได้ถึงความแปรปรวนในจิตใจของผู้เป็นนาย มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น ความเย่อหยิ่งทระนงในฐานะเซียนผู้ไร้พ่ายกำลังตี 1 กับความปรารถนาลึกๆ ที่ถูกปลุกเร้า
ทว่า ในวินาทีที่นางกำลังจะยกกระบี่ขึ้นเพื่อผลักไสเขาออกไปเพื่อรักษา "กฎ" ของตนเองนั้นเอง...
*เปรี้ยง!*
เสียงอสนีบาตคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขา ท้องนภาที่เคยกระจ่างใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆทัณฑ์สวรรค์สีทองแดงหนาทึบหมุนวนเป็นรูปเกลียวพายุขนาดยักษ์ตรงเหนือศีรษะของคนทั้งสอง แรงกดดันจากมหาเขตแดนสวรรค์แผ่ซ่านลงมาจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น
ไม่เพียงแค่นั้น... ค่ายกลอ่านความทรงจำที่เพิ่งสงบลง กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง พร้อมกับปรากฏร่างเงาสัมผัสสีโลหิตสายหนึ่ง พุ่งทะลวงทะลุผ่านม่านพลังป้องกันเข้ามาอย่างอารักขา!
เงาร่างนั้นมิใช่ใครอื่น—หากแต่เป็น "กระบี่วิญญาณโลหิต" ของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารสวรรค์ ผู้ซึ่งควรจะดับสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน แต่วันนี้ กลับปรากฏขึ้นพร้อมกับคราบเลือดสดๆ และรอยยิ้มอันน่าสยดสยองที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของหลี่เฟิง!
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟิง เจ้าคิดว่าล้างแค้นสำเร็จแล้วหรือ? ความลับที่แท้จริงเกี่ยวกับการตายของตระกูลเจ้า เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหากเล่า!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานมาจากความว่างเปล่า ก่อนที่กระบี่โลหิตเล่มนั้นจะพุ่งตรงปักทะลุใจกลางผนังศิลา เบื้องหน้าคนทั้งคู่ โดยมีหยาดโลหิตสดๆ ไหลย้อยลงมาเป็นอักษรเตือนภัยสามคำ: *'ระวัง... ผู้ที่เจ้าไว้ใจที่สุด'*
ชิงเสวี่ยเหมันต์
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 4
รอยร้าวในจิตใจเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!