คมดาบพิพากษาแห่งแดนสวรรค์ยังคงสะท้อนระยิบระยับอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ห้วงอากาศบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลาย เสียงประณามหยาดหยดลงมาดั่งสายฝนแห่งความตาย ทว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูกดำ หลี่เฟิงกลับมิได้ก้มศีรษะลงแม้แต่นصفนิ้ว ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองร่างระหงที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา—มู่หรงเสวี่ย เทพเซียนผู้ครองบัลลังก์เหมันต์นิรันดร์
“มู่หรงเสวี่ย! เจ้ากล้าฝ่าฝืนกฎแดนสวรรค์ แอบไว้ชีวิตศัตรูของสำนักเช่นนี้... โทษตายย่อมหลีกไม่พ้น!”
เสียงคำรามของผู้อาวุโสแห่งแดนสวรรค์ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท แต่มู่หรงเสวี่ยกลับมิได้หันกลับไปมองผู้ใด ใบหน้างามล้ำราวกับแกะสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ยังคงไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ ดวงเนตรคู่คมปลาบดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์กวาดมองบุรุษเบื้องล่างผู้เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ เลือดสีแดงฉานไหลรินอาบชุดคลุมสีดำสนิทของหลี่เฟิง ตัดกับผืนหิมะขาวโพลนจนกลายเป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่งนัก
ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ... เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับภูเขาไท่ซานกดทับ
หลี่เฟิงหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าแต่กลับเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่ไม่มีวันยอมสยบ เขาใช้กระบี่ยาวในมือยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงร่างอันสะท้านไหว เลือดหยดแล้วหยดเล่าหยãดลงบนผืนหิมะจนละลายกลายเป็นไอเดือดพล่าน ร่างกายของเขาแม้จะบอบช้ำจนเส้นชีพจรปราณเกือบขาดสะบั้น แต่อัคคีจิตวิญญาณภายในตันtian (ตันเถียน) กลับมิได้มอดดับลง มันยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น ราวกับเปลวเพลิงที่ปรารถจะเผาผลาญแม้กระทั่งสรวงสวรรค์
“ฮ่าๆๆ... กฎสวรรค์? ความเมตตาของเทพเซียน?” หลี่เฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับนางพญาเซียนบนนภาโดยไม่หลบเลี่ยง “พวกเจ้าใช้นามแห่งสวรรค์กวาดล้างตระกูลข้า เหยียบย่ำชีวิตนับร้อยอย่างไร้ความปรานี วันนี้ข้า... หลี่เฟิง ต่อให้ต้องกระดูกแหลกสลาย จิตวิญญาณแตกดับเป็นจุล ก็จะไม่ก้มหัวให้พวกเจ้าเด็ดขาด!”
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งบึงน้ำโบราณมานับพันปี กลับระลอกคลื่นไหววูบอย่างประหลาด นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้น ความทะนงตน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ต่อให้ฟ้าดินถล่มลงมาก็ไม่อาจสั่นคลอน นางผ่านโลกมาเนี่ยวนาน เห็นเซียนและมารนับไม่ถ้วนที่พยายามฝืนลิขิตฟ้า แต่ไม่เคยมีผู้ใดที่มี ‘เจตจำนง’ ที่บริสุทธิ์และดุดันถึงเพียงนี้มาก่อน
“เจ้าเด็กโง่... รนหาที่ตาย” มู่หรงเสวี่ยเอמהด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ทว่าในแววตกลับซ่อนประกายความซับซ้อนบางอย่างที่แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจ
สิ้นเสียงคำรามของนาง ห้วงอากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน เกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้นก่อตัวขึ้นเป็นพายุหมุนวนราวกับมังกรเหมันต์คำราม พลังปราณระดับเซียนแท้จริงแผ่พุ่งกดทับลงมาจนพื้นดินรอบกายหลี่เฟิงยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายร้อยเชี๊ยะ (หน่วยวัดจีน) แรงกดดันนี้เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณกระดูกแหลกสลายได้ในพริบตาเดียว
“ระวังตัวด้วย...” นางพญาเซียนพึมพำในลำคอ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อเบาๆ
*เปรี้ยง!*
กระบี่เหมันต์เล่มยักษ์พุ่งแหวกอากาศลงมาดั่งสายฟ้าฟาดเป้าหมายคือร่างของหลี่เฟิง ทว่ามันมิได้พุ่งเข้าปะหาร่างของเขาโดยตรง กลับพุ่งกระแทกเข้าใส่แนวป้องกันของเหล่าผู้อาวุโสแดนสวรรค์ที่กำลังจะลงมือซ้ำจนกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศคนละทาง!
การกระทำของมู่หรงเสวี่ยสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทุกคนในที่นั้น แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังต้องเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ “มู่หรงเสวี่ย! เจ้าทรยศสำนักสวรรค์จริง ๆ หรือ!”
“วิถีกระบี่ของข้า ข้าเป็นผู้กำหนดเอง” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงกร้าว นางก้าวเท้าลงมาจากนภาทีละก้าว ราวกับเดินอยู่บนบันไดหรูกลางหมู่เมฆ ทุกย่างก้าวที่นางก้าวผ่าน ดอกบัวน้ำแข็งผุดเบ่งบานและสลายไปอย่างงดงามและอันตรายในคราเดียวกัน
หลี่เฟิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย เขาไม่คาดคิดว่าเทพเซียนผู้สูงส่งเหนือผู้ใด จะยอมหันหลังให้สรวงสวรรค์เพียงเพราะจอมยุทธ์ตัวเล็กๆ อย่างเขา ทว่าความระแวงในจิตใจยังคงไม่จางหาย กระบี่ในมือของเขายยังคงกระชับแน่น อัคคีจิตวิญญาณในกายยังคงเตรียมพร้อมระเบิดออกทุกเมื่อ
“เจ้าทำเช่นนี้... ต้องการสิ่งใดจากข้า?” หลี่เฟิงถามเสียงแหบพร่า ร่างกายโซเซเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
มู่หรงเสวี่ยหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายความเย็นเยียบของนางปะทะเข้ากับไอความร้อนจากอัคคีจิตวิญญาณในกายของหลี่เฟิง ก่อเกิดเป็นละอองไอน้ำบางเบาลอยฟุ้งราวกับความฝัน นางก้มลงมองเขา สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับมีความอ่อนโยนสายหนึ่งพาดผ่านอย่างรวดเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้
“ข้ามิได้ต้องการสิ่งใดจากเจ้า...” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเบาๆ ริมฝีปากบางเฉียบขยับเพียงเล็กน้อย “ข้าเพียงแต่... อยากเห็นว่ากระบี่ของเจ้า จะสามารถตัดขาดสรวงสวรรค์ได้จริงตามที่ปากพูดหรือไม่”
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหลี่เฟิง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์หนุ่ม “เช่นนั้น... เจ้าก็จงจับตาดูให้ดี”
ทันใดนั้นเอง ท้องนภากลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองทมิฬ—ทัณฑ์สวรรค์ขั้นที่เก้ากำลังจะปรากฏขึ้น! และในวินาทีที่แสงสีทองสาดส่องลงมา เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้วิญญาณต้องสั่นสะท้าน...
“ฮ่าๆๆ... ไม่นึกเลยว่าเทพเซียนผู้สูงส่ง จะมายืนเคียงข้างกับมดปลวกผู้กำเริบเสิบสานเช่นนี้ ช่างน่าสนุกเสียจริง!”
ชิงเสวี่ยเหมันต์ (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ)
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 2
คมน้ำแข็งประทะอัคคีจิต
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!