ปราณกระบี่สายหนึ่งกรีดผ่านความว่างเปล่าจนเกิดเสียงคำรามดุจสายอัสนีบาตฟาดฟัน หิมะสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาถูกคลื่นพลังอันเกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นละอองไอน้ำพวยพุ่งในชั่วพริบตา รอบบริเวณตำหนักกระบี่เยือกแข็งเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศกดดันอันหนักหน่วงจนแม้แต่ลมหายใจก็ยังรู้สึกปวดร้าว ราวกับทุกอณูอากาศถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์
"วิชากระบี่ของเจ้ายังขาดความเด็ดเดี่ยว... เหมือนดั่งคมมีดที่ลังเลว่าจะตัดผ่านกระดูกหรือเพียงแค่กรีดผิว"
น้ำเสียงกังวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นจากเบื้องบน มู่หรงเสวี่ยยืนสง่างามอยู่บนยอดเสาศิลาหยกขาว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณ ร่างเพรียวบางนั้นดูราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนจะเอื้อมถึง ทว่านัยน์ตาคู่คมกริบกลับจับจ้องไปยังร่างของบุรุษเบื้องล่างด้วยประกายความรู้สึกบางเบาที่ยากจะหยั่งถึง
หลี่เฟิงหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากก่อนจะถูกความหนาวเหน็บรอบกายแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำค้าง เขาไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ครึ่งก้าว ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการฝึกฝนยังคงยืนหยัดอย่างดื้อรั้น ดวงตาคมปลาบของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนจ้องมองกลับไปยังนางพญาเซียนด้วยความท้าทาย ปรารถนาแห่งการล้างแค้นยังคงลุกโชนอยู่ในอกราวกับเพลิงอัคคีที่ไม่อาจดับมอด
"ความเด็ดเดี่ยวหรือ?" หลี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าแต่ทรงพลัง "ข้าผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ความแค้นของตระกูลหลี่ถูกสลักลึกลงในกระดูกดำ หากจะให้ข้าตัดใจจากวิถีนี้ มีทางเดียวคือให้วิญญาณของข้าดับสลายไปพร้อมกับฟ้าดิน!"
สิ้นคำพูดนั้น ปราณกระบี่ในกายของหลี่เฟิงก็พลุ่งพล่านขึ้นอีกระลอก แผ่นหลังของเขายืดตรงราวกับกระบี่เหล็กกล้าที่ไม่มีวันหักงอ อภินิหารแห่งวิถีกระบี่ทะลวงเหมันต์เริ่มแผ่ซ่านออกจากร่าง ผสานกับกลิ่นอายความดุดันที่พร้อมจะฉีกกระชากกฎสวรรค์ให้แหลกเป็นจุล
มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น กลับไหววูบอย่างรุนแรงยามเมื่อสบตากับบุรุษผู้นี้ นางเข้าใจดีว่าเหตุใดสำนักกระบี่เยือกแข็งจึงไม่อนุญาตให้คนนอกก้าวล่วงเข้ามาพำนัก แต่นางก็เป็นผู้ฝ่าฝืนกฎนั้นด้วยตนเอง เพียงเพราะต้องการเห็นว่า จอมยุทธ์ผู้ดื้อรั้นผู้นี้จะสามารถไปได้ไกลสักเพียงใดบนเส้นทางที่ไร้ซึ่งผู้ใดเคยเดินผ่าน
"หากเจ้าคิดจะท้าทายกฎสวรรค์..." มู่หรงเสวี่ยขยับกายแผ่วเบา ร่างของนางลอยลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่เฟิง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวนางลอยปะปนกับไอเย็นยะเยือก "เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสยบความร้อนรุ่มในใจเสียก่อน กระบี่ที่ปราศจากความเยือกเย็น ย่อมเป็นเพียงแค่เศษเหล็กที่รอวันหักสะบั้น"
หลี่เฟิงเงยหน้าขึ้นสบตานาง ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้เขาได้กลิ่นอายความบริสุทธิ์จากร่างของเทพเซียนผู้สูงส่ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความสั่นไหวเล็กๆ ภายในแววตาคู่นั้นที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
"ข้าไม่ต้องการความเยือกเย็นที่ไร้หัวใจ" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดวงตาจับจ้องริมฝีปากบางเฉียบของนาง "ข้าต้องการเพียงคมกระบี่ที่เฉียบคมพอจะทลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า... และตัวเจ้า"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลงในชั่วพริบตา มู่หรงเสวี่ยชะงักงันไปเล็กน้อย คำพูดที่อาจหาญเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นคงถูกนางพิฆาตด้วยกระบวนท่าเดียวไปนานแล้ว ทว่าเมื่อมันหลุดออกมาจากปากของหลี่เฟิง กลับทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างแปลกประหลาด นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเข้าที่ปลายคางของเขาแผ่วเบา ความเย็นเยือกจากปลายนิ้วส่งผ่านไปยังผิวเนื้อ ทว่ากลับแผดเผาความรู้สึกของคนทั้งสองให้ร้อนรุ่มยิ่งกว่าเพลิงอัคคี
"ถ้าเช่นนั้น จงพิสูจน์ให้ข้าเห็น..." มู่หรงเสวี่ยกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจของสายลมเหมันต์ "ว่ากระบี่ของเจ้า จะสามารถปกป้องหัวใจของข้า... หรือจะทำลายมันลงกันแน่"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะล Ead เข้าสู่ห้วงอารมณ์อันลึกซึ้ง เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาชั้นในของสำนักกระบี่เยือกแข็งก็ดังสนั่นหวั่นไหว กังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นมิใช่เสียงเรียกยามปกติ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ไม่ได้ยินมานานนับร้อยปี!
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่นทันที ประกายตาทอแววเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน "มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน... และดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้มาอย่างมิตรสหาย"
หลี่เฟิงกระชับกระบี่ในมือแน่นทันที นัยน์ตาลุกโชนด้วยจิตสังหารที่เพิ่งถูกปลุกเร้า "เช่นนั้นก็ดีนัก ข้ากำลังเบื่อหน่ายการฝึกซ้อมอยู่พอดี"
เขาก้าวเท้าออกไปเคียงข้างนางพญาเซียน พร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามาเบื้องหน้า โดยไม่รู้เลยว่าเงาดำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในม่านหมอกนั้น คือความลับอันดำมืดที่จะสั่นคลอนรากฐานทั้งหมดของยุทธภพ และเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล...
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 6
ม่านหมอกแห่งวิถีเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!