นิติพยาธิแพทย์สายเย็นชากับจิตแพทย์สายดิบ•ตอนที่ 10

กับดักของนักล่า

ผลงานโดย ดร.นิติเวช
กลิ่นฟอร์มาลีนจางๆ ที่ติดอยู่ปลายจมูกไม่ได้ทำให้สติของผมหลุดลอยไปเท่ากับข้อมูลในซองเอกสารสีน้ำตาลที่เพิ่งถูกส่งมอบเมื่อครู่ "ในกระเพาะอาหารของศพ... มันมีชิ้นส่วนของรอยนิ้วมือมนุษย์อีกชุดหนึ่ง ที่ถูกกลืนลงไปก่อนตายครับ!" เสียงของเจ้าหน้าที่สืบสวนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ท่ามกลางความเงียบงันของห้องเก็บศพใต้ดินที่อุณหภูมิต่ำจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ผมก้มมองภาพถ่ายรอยนิ้วมือบนชิ้นเนื้อเยื่อที่ถูกย่อยสลายไปบางส่วนผ่านเลนส์แว่นตาขยาย ความเย็นชาที่เป็นเกราะกำบังตัวตนมาตลอดหลายปีถูกความจริงชิ้นนี้กรีดทะลุอย่างง่ายดาย รอยนิ้วมือในกระเพาะ นั่นหมายความว่าเหยื่อไม่ได้แค่ถูกฆ่า แต่ถูกบังคับให้ทำลายหลักฐานด้วยการกลืนกินส่วนหนึ่งของฆาตกร หรือไม่... ก็มีใครบางคนจงใจทิ้ง "ลายเซ็น" ไว้ในที่ที่ลึกที่สุดของร่างกายมนุษย์ "น่าสนใจดีนี่" เสียงทุ้มต่ำและติดจะเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อชิระก้าวเท้าออกมาจากเงาแสงไฟสลัว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำยับยู่ยี่ส่งกลิ่นอายของบุหรี่ราคาถูกผสมกับความดิบเถื่อนที่ผมคุ้นเคย สารวัตรหนุ่มผู้ใช้สัญชาตญาณนำทางชีวิตยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องมองซองเอกสารในมือผมราวกับสัตว์ป่าที่กำลังมองเหยื่อในกรง "คุณคิดว่ามันเป็นหลักฐาน หรือคำท้าทายล่ะ หมอธัน" อชิระถาม พรางเดินเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้สั้นเกินกว่าความจำเป็นทางวิชาชีพ แต่มันคือระยะที่ความตึงเครียดทางอารมณ์พุ่งสูงจนเกือบแตะจุดเดือด "มันคือความหยิ่งผยองของฆาตกรที่คิดว่านิติวิทยาศาสตร์ไม่มีทางเอื้อมไปถึง" ผมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ว่าในใจจะเริ่มคำนวณความเป็นไปได้นับร้อยรูปแบบแล้วก็ตาม "ฆาตกรรายนี้ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเหยื่อ แต่เขาต้องการทดสอบระบบความคิดของพวกเรา... โดยเฉพาะคุณ สารวัตร" อชิระหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่าในอก เป็นเสียงที่มักจะทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเพราะมันแสดงถึงความเหนือกว่าในแง่ของสัญชาตญาณดิบ "งั้นเราก็คงต้องไปดูสถานที่จริงที่มันจัดฉากไว้แล้วล่ะครับ หมอ" อชิระยื่นมือมาคว้ากระดาษรายงานในมือผมไปพลิกดูผ่านๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "พิกัดที่พบศพแรก... โกดังร้างริมท่าเรือเก่า โซน C ที่พวกเราเพิ่งตรวจค้นไปเมื่อวาน" ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย "เราตรวจค้นที่นั่นละเอียดแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรหลุดรอดสายตาไปได้" "นั่นแหละคือประเด็น" อชิระหันมาสบตาผม แววตาคมปลาบนั้นสะท้อนเงาของผมลงไปอย่างชัดเจน "สถานที่ที่ถูกสำรวจแล้ว ปลอดภัยแล้ว มักจะเป็นสถานที่ที่คนเรามักจะละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ฆาตกรมันรู้จิตวิทยาข้อนี้ดี มันถึงเลือกที่นั่นเป็นเวทีแสดงละครฉากต่อไป" เราสองคนเดินทางมาถึงโกดังร้างริมท่าเรือในอีกสี่สิบนาทีต่อมา บรรยากาศยามวิกาลของท่าเรือร้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นซัดกระทบโครงเหล็กขึ้นสนิมและเสียงลมทะเลที่พัดพาเอาความเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้า แสงไฟจากสปอตไลท์พกพาฉายส่องเข้าไปในความมืดมิดภายในโกดัง เปิดเผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่ไร้ผู้คน พวกเราก้าวเท้าเข้าไปข้างใน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบสางของซากสัตว์ ทว่าในบรรยากาศที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีบางสิ่งที่ผิดปกติ "หยุดก่อน" ผมยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้อชิระหยุดเดิน สายตากวาดมองไปรอบตัวด้วยสัญชาตญาณของนิติพยาธิแพทย์ พื้นคอนกรีตเบื้องหน้ามีรอยคราบสีดำคล้ำเป็นทางยาว ลากยาวไปสิ้นสุดที่ใจกลางโกดัง ซึ่งมีเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว บนเก้าอี้ตัวนั้น... มีเครื่องบันทึกเสียงรุ่นโบราณวางอยู่ พร้อมกับเทปคาสเซ็ตต์ที่กำลังหมุนเล่นด้วยตัวเอง เสียงซ่าของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังแผ่วเบาออกมาจากลำโพง *"ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนบทที่สิบครับ... คุณหมอผู้เย็นชา และสารวัตรผู้โหยหาความยุติธรรม"* เสียงทุ้มต่ำที่ถูกดัดแปลงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังสะท้อนก้องไปทั่วผนังโกดังปูนเปลือย มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสนุกสนานบนความตาย อชิระชักปืนพกออกจากซองพกข้างลำตัวอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มที่ สายตากวาดสาดส่องไปยังมุมมืดทุกตารางนิ้ว "ระวังตัว หมอ ธัน! มันอยู่แถวนี้" "ใจเย็นๆ สารวัตร การเคลื่อนไหวของคุณตอนนี้อยู่ในมุมอับสายตาของกล้องวงจรปิดที่มันติดไว้" ผมพูดพร้อมกับใช้สายตาเพ่งเล็งไปยังมุมเสาเหล็กด้านบน ที่ซึ่งเลนส์กล้องขนาดเล็กกำลังกะพริบแสงสีแดงริบหรี่ "ฉลาดนี่ครับ... แต่เสียดายที่รู้ตัวช้าไปหน่อย" พรึบ! สิ้นเสียงนั้น ไฟสปอตไลท์ขนาดใหญ่รอบทิศทางก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกันจนแสบตา ความสว่างจ้าที่กะทันหันทำให้ผมต้องหรี่ตาลงเพื่อปรับโฟกัส ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ลมหายใจสะดุด รอบตัวเรา... ไม่ได้มีแค่ความว่างเปล่าอีกต่อไป ร่างไร้วิญญาณนับสิบร่างถูกแขวนห้อยโตงเตงลงมาจากคานเหล็กด้านบนด้วยลวดสลึง ทุกร่างสวมชุดยูนิฟอร์มสีขาวแบบเดียวกัน และที่หน้าอกของแต่ละศพ มีรอยกรีดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นประโยค *“TRUTH IS A LIE WRITTEN IN BLOOD”* (ความคือคำโกหกที่เขียนขึ้นด้วยเลือด) ผมก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่การฆาตกรรมต่อเนื่อง แต่มันคือการสร้าง "พิธีกรรม" ที่ออกแบบมาเพื่อท้าทายตรรกะทั้งหมดที่ผมยึดถือ อชิระขยับเข้ามาใกล้ผม ใช้แผ่นหลังกว้างของเขาบังทิศทางรอบด้าน สายตาของสารวัตรหนุ่มดุดันและเต็มไปด้วยความระแวงระวัง "นี่ไม่ใช่การจัดฉากธรรมดาแล้ว หมอ... นี่มันคุกชัดๆ" "ไม่ใช่คุก" ผมกลืนน้ำลายลงคอ พยายามรวบรวมสติแล้ววิเคราะห์สถานะรอบตัว "แต่มันคือ 'กรง' ที่ถูกคำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบ" แกร๊ก... เสียงกลอนประตูเหล็กบานใหญ่ด้านหลังปิดตายลงอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติจากระบบดิจิทัลภายนอก พวกเราหันขวับกลับไปมอง ประตูเหล็กหนาน้ำหนักหลายตันปิดสนิทอย่างไร้ช่องว่าง แสงไฟภายในโกดังเริ่มหรี่ลงทีละดวง จนกระทั่งเหลือเพียงแสงไฟสีแดงฉานจากหลอดไฟฉุกเฉินที่สาดส่องลงมายังร่างที่ถูกแขวนประจาน บนหน้าจอแสดงผลดิจิทัลติดผนังเหนือประตู ตัวเลขถอยหลังสีแดงเริ่มทำงาน **10:00... 09:59... 05:00...** มันไม่ใช่แค่เวลาถอยหลังธรรมดา แต่เป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย พร้อมกับเสียงฟู่เบาๆ ของก๊าซบางชนิดที่เริ่มพ่นออกมาจากท่อระบายอากาศเหนือศีรษะ อชิระพุ่งตัวเข้าไปกระแทกประตูเหล็กสุดแรงเกิดจนกล้ามเนื้อสันหลังปูดโปน แต่ประตูบานนั้นไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน มันถูกเชื่อมตายด้วยระบบไฮดรอลิกจากภายนอก "เวรเอ๊ย! มันล็อกตายจากข้างนอก ระบบควบคุมทั้งหมดถูกตัดขาด!" อชิระสบถออกมาอย่างหัวเสีย หันกลับมามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายความดุดันผสมความกังวล "ก๊าซบ้าอะไรวะเนี่ย?" ผมสูดดมกลิ่นที่เจือจางอยู่ในอากาศเพียงเสี้ยววินาที สมองอัจฉริยะประมวลผลด้วยความเร็วสูง กลิ่นฉุนจางๆ แบบนี้... มันไม่ใช่แค่นอนหลับ "คาร์บอนมอนำออกไซด์ผสมสารระเหยกดประสาท" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น "ถ้าเราสูดดมเข้าไปเกินสามนาที การทำงานของสมองจะหยุดชะงัก และเราจะหลับใหลไปตลอดกาล... เหมือนกับเหยื่อพวกนั้น" อชิระกัดฟันกรวด เดินตรงเข้ามาหาผมในระยะประชิด มือหนาคว้าต้นแขนผมไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความตึงเครียดที่พุ่งถึงขีดสุด แต่ในขณะเดียวกัน แววตาส색ดำสนิทของเขากลับมองลึกเข้ามาในดวงตาผมอย่างมีความหมาย "ถ้าเราต้องตายที่นี่จริงๆ หมอธัน..." อชิระกระซิบเสียงต่ำ ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระรัว และก๊าซพิษที่เริ่มลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ "มีอะไรที่คุณยังไม่ได้สารภาพกับผมบ้างไหม... ก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับศพพวกนี้?" ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของจิตแพทย์หนุ่มผู้บ้าบิ่น ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ลมหายใจกั้น แต่สัมผัสจากมือที่บีบอยู่บนแขนกลับร้อนผ่าวและทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใด **02:15... 02:14...** ตัวเลขบนหน้าจอลดลงอย่างไร้ความปรานี ในวินาทีที่อากาศบริสุทธิ์กำลังจะหมดไป ประตูเหล็กด้านข้างกลับส่งเสียง "คลิก" เบาๆ พร้อมกับรอยแง้มที่เปิดออกเพียงหนึ่งนิ้ว เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนรออยู่ท่ามกลางความมืดมิดด้านนอก... พร้อมกับกระบอกปืนที่เล็งตรงเข้ามาด้านใน --- ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการผ่าความจริงอันดำมืดร่วมกันใน10 ตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติพยาธิแพทย์สายเย็นชากับจิตแพทย์สายดิบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%