นิติพยาธิแพทย์สายเย็นชากับจิตแพทย์สายดิบ•ตอนที่ 12

สนทนาในห้องดับจิต

ผลงานโดย ดร.นิติเวช
เสียงเครื่องยนต์ที่ดับลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องโดยสารภายในรถโตโยต้าคัมรี่สีดำคันนั้น หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าความกดอากาศในร่องลึกก้นสมุทร “สารวัตร…” ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบคม บรรยากาศในรถกดดันจนแทบหายใจไม่ออก “รูปนี้ในรถคุณ… ทำไมถึงมีลายมือของผมที่ถูกเขียนไว้ก่อนที่เราจะรู้จักกันเสียอีก?” นิ้วเรียวยาวสวมถุงมือยางสีขาวของนิติพยาธิแพทย์หนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจ กำลังถือภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเก่าซีดเหลืองตามกาลเวลา มันคือภาพถ่ายมุมสูงของห้องชันสูตรศพที่ว่างเปล่า ทว่าที่มุมขวาด้านล่าง มีลายมือหวัดๆ ด้วยหมึกปากกาเคมีสีน้ำเงินที่เขาจำมันได้แม่นยำยิ่งกว่าลายเซ็นของตัวเอง—ลายมือของเขาเอง ประโยคที่เขียนไว้คือ *“ความตายไม่อาจซ่อนร่องรอยของความเกลียดชัง”* และที่สำคัญที่สุด วันที่ระบุไว้ด้านหลังภาพคือเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เป็นวันที่ธันวายังเป็นเพียงแพทย์ประจำบ้านปีสุดท้าย และเป็นวันที่ครอบครัวของเขาถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในคฤหาสน์ตระกูลธนกุล อชิระไม่ได้หันมามอง ภาพสะท้อนจากกระจกมองหลังเผยให้เห็นดวงตาคมกลาบของจิตแพทย์อาชญากรที่หรี่ลงเล็กน้อย เขายังคงสูบบุหรี่มวนเดิม ควันสีเทาจางลอยวนเวียนอยู่เหนือคอนโซลหน้ารถ กลิ่นนิโคตินผสมกับกลิ่นฝนจางๆ นอกกระจกชวนให้หงุดหงิด “บางครั้งคุณหมอครับ… สมองของมนุษย์เราก็ฉลาดเกินไป จนกระทั่งมันสร้างกลไกการป้องกันตัวที่น่าขันที่สุดขึ้นมาเพื่อปกป้องเราจากความจริงที่ว่า เราอาจจะเคย ‘ลงมือ’ ทำอะไรลงไปในอดีตโดยที่จิตสำนึกปฏิเสธที่จะจดจำมัน” อชิระพ่นควันออกทางจมูก น้ำเสียงทุ้มต่ำและดิบเถื่อนเจือความเย้ยหยันนิดๆ ธันวากัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาสีเข้มฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกกดทับไว้ใต้ท่าทีเยือกเย็น “คุณกำลังจะบอกว่าผมเป็นฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองอย่างนั้นหรือครับ สารวัตร?” “ผมไม่ได้บอกว่าคุณฆ่า” อชิระหันขวับมามอง ปลายนิ้วที่คีบบุหรี่ชะงักค้าง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีร่องรอยของการล้อเล่นแม้แต่น้อย มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรง “แต่ผมกำลังบอกว่า คุณอยู่ในที่เกิดเหตุ ในคืนวันที่ไฟไหม้บ้านของคุณ… ในฐานะอะไรต่างหากที่น่าสนใจ” ความเงียบเข้ากัดกินพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง ภายในห้องโดยสารที่แคบลงถนัดตา อุณหภูมิดูเหมือนจะดิ่งลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอจางๆ ธันวานิ่งงิ่งไปชั่วขณะ ภาพความทรงจำสีแดงฉานและกลิ่นเนื้อไหม้เกรียมที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้กองเอกสารชันสูตรนับร้อยนับพันศพตลอดหลายปีที่ผ่านมา กำลังถูกมือหยาบกร้านของจิตแพทย์หนุ่มคนนี้กระชากกลับขึ้นมาอย่างไม่ “คุณอยากรู้ใช่ไหมครับว่าทำไมผมถึงมีรูปนี้” อชิระเอ่ยทำลายความเงียบ เขากดก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่เสียงดังน่ารำคาญ ก่อนจะเอี้ยวตัวหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึจากเบาะหลังโยนมาไว้บนตักของธันวา “เปิดดูสิครับ ผลการตรวจสภาพจิตใจและรายงานการสืบสวนลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมของกองปราบ เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว… คดีไฟไหม้บ้านตระกูลธนกุล ที่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร” ธันวานิ่งมองแฟ้มนั้นราวกับมันเป็นวัตถุระเบิด มือที่สวมถุงมือยางสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ความเยือกเย็นของนิติพยาธิแพทย์ผู้ใช้ความตายเป็นสรณะเกิดรอยร้าว เขาค่อยๆ เปิดแฟ้มออก แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าริมถนนส่องกระทบกระดาษแผ่นแรก ภาพถ่ายซากศพสองร่างที่ถูกไฟไหม้เกรียมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ปรากฏอยู่ตรงหน้า “พ่อกับแม่ผม…” ธันวาพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง “ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุครับ หมอธัน” อชิระโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนกระทั่งกลิ่นโคלอนผู้ชายผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูกของธันวา ลลมหายใจของทั้งคู่แทบจะผสานเป็นหนึ่งเดียวในพื้นที่แคบๆ นี้ “มีร่องรอยการใช้สารเร่งการเผาไหม้ที่พื้นห้องนอน และที่สำคัญที่สุด… ผลชันสูตรในคืนนั้นระบุว่า มีร่องรอยการถูกฉีดยาสลบปริมาณมากในกระแสเลือดของพวกท่านก่อนที่ไฟจะไหม้” ธันวาเงยหน้าขวับขึ้นสบตากับอชิระ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวกองศึก “ใคร… ใครเป็นคนทำ?” “นั่นแหละคือคำถามที่ผมพยายามหาคำตอบมาตลอดเจ็ดปี” อชิระยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด มีเพียงความดุดันและดื้อรั้น “และคนที่ถือเข็มฉีดยานั้นในคืนนั้น ลายมือที่เขียนข้อความบนโพลารอยด์ใบนั้น… ก็คือคุณหมอธันวาคนเก่ง ที่ยืนมองเปลวไฟด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งน้ำตา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับกำลังมองชิ้นเนื้อในห้องชันสูตรไม่มีผิดเพี้ยน” คำพูดนั้นราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดลึกลงไปตรงข้ามความทรงจำที่ถูกปิดตาย ธันวาหายใจติดขัด สมองของเขาสะท้อนภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมาเป็นฉากๆ—ไม่ใช่ภาพของเด็กหนุ่มที่กำลังกรีดร้องด้วยความเสียใจ แต่เป็นภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนถือปากกา ยืนมองเปลวเพลิงสีส้มด้วยความรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ อย่างสมบูรณ์แบบ “ผมไม่ได้…” ธันวาปฏิเสธเสียงสั่น มือทั้งสองข้างกำแฟ้มแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ “คุณไม่ได้ฆ่า แต่จิตใต้สำนึกของคุณกำลังทดลองกับความตายตั้งแต่อายุยังน้อยใช่ไหมครับ?” อชิระใช้มือข้างหนึ่งยึดคางของธันวาให้เงยขึ้นสบตากับเขา บังคับให้ธันวาต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันมืดหม่นที่เขาซ่อนไว้ แววตาของจิตแพทย์หนุ่มดุดันแต่เร่าร้อนราวกับเปลวไฟ “ยอมรับความจริงเถอะครับหมอธัน… เราสองคนมันสายพันธุ์เดียวกัน เลือดเย็น บิดเบี้ยว และหมกมุ่นอยู่กับความตายไม่ต่างกันเลย” ปลายนิ้วของอชิระที่แตะอยู่บนคางของธันวาร้อนผ่าว ตัดกับความเย็นเฉียบของถุงมือยางที่ธันวาสวมอยู่ แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างระหว่างความมืดมิดในอดีตกับความบ้าคลั่งในปัจจุบันกำลังดึงพวกเขาทั้งคู่เข้าหากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง บทสนทนาที่เฉือนคมกลายเป็นการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันดิบเถื่อน ทันใดนั้นเอง— *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะกระจกรถประตูด้านฝั่งของธันวาดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศตึงเครียดและชวนหลงใหลในรถลงในเสี้ยววินาที ธันวาและอชิระผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับกระแสไฟฟ้าช็อต ธันวาหันไปมองนอกหน้าต่างผ่านกระจกที่ฝ้าขึ้นจากไอความร้อน ในความมืดสลัวของลานจอดรถร้างหลังโรงพยาบาล ร่างของชายสวมเสื้อแจ็คเก็ตฮู้ดสีดำยืนก้มหน้าอยู่ เงาของฮู้ดบังใบหน้าเกือบมิด แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของธันวาต้องสะดุดกึก คือสิ่งที่ชายคนนั้นถืออยู่ในมือ—มันคือขวดแก้วบรรจุของเหลวสีแดงสด ที่มีป้ายชื่อติดไว้เด่นชัด... ป้ายชื่อของศพเคสล่าสุดที่เพิ่งหายไปจากห้องดับจิตของธันวาเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการผ่าความจริงอันมืดหม่นในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติพยาธิแพทย์สายเย็นชากับจิตแพทย์สายดิบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%