โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ เสียงดังกังวานราวกับเสียงถอนหายใจของกาลเวลา
“เจ้าบ้า... คิดจะใช้ ‘วิชากลืนดาราผลาญอายุขัย’ จริง ๆ หรือ?”
น้ำเสียงของมู่หรงเซวี่ยสั่นสะท้อนเล็กน้อย นางก้าวเข้ามาประชิดร่างของฉินอวี้ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า ไอเย็นจากตำหนักดาราพร่างพรายแปรเปลี่ยนเป็นความปั่นป่วนรุนแรงจนเกล็ดน้ำแข็งรอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง ดวงตาคู่คมดุจกระบี่เยือกแข็งของนางฉายแวววูบไหวอย่างหาได้ยากยิ่ง—แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนตัดพ้อ
ฉินอวี้แย้มรอยยิ้มหยันให้กับโชคชะตา ริมฝีปากที่ซีดเซียวปรากฏคราบโลหิตสีเข้มตัดกับผิวขาวราวกระดาษ เขายังคงความทะนงตนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ลมหายใจจะโรยรินดั่งเทียนไขต้องสายลมพายุ
“หากไม่ใช้วิชานี้ แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เบื้องบนขีดเส้นตายไว้ หรือก้มหัวให้พวกสุนัขรับใช้สำนักกระบี่เยือกแข็งที่ตามล่าพวกเราจนมุมเช่นนี้?” ฉินอวี้แค่นหัวเราะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเซียนผู้สูงส่ง “มู่หรงเซวี่ย... เจ้าก็รู้ดีว่าวิถีเซียนฝืนลิขิตฟ้าไม่มีคำว่าทางเลือกที่สวยงาม มีเพียง ‘อยู่’ หรือ ‘ตาย’ เท่านั้น”
“แต่วิชานี้... มันไม่ได้พรากแค่พลังปราณของเจ้า แต่มันกำลังสูบกิน ‘อายุขัย’ สามสิบปีต่อหนึ่งลมหายใจที่เจ้าปลดปล่อยกระบวนท่า!” มู่หรงเซวี่ยยื่นมือเรียวดุจหยกสลักออกไปหมายจะแตะชีพจรที่กำลังแปรปรวนของชายหนุ่ม แต่นางกลับชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อสัมได้ถึงคลื่นพลังอันดุร้ายที่แผดเผาทุกสิ่งรอบตัว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดเลือดที่ยังคงร่วงหล่นลงพื้นอย่างต่อเนื่อง
ฉินอวี้เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยสยบยอมต่อผู้ใดอ่อนลงชั่วพริบตา เขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการฝึกกระบี่ขึ้นไปกุมมือเรียวนั้นไว้ ความเย็นยะเยือกจากกายของนางเซียนปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มดั่งไฟกัลป์จากร่างของเขา กลายเป็นภาพสะท้อนอันงดงามและน่าเวทนาในคราวเดียวกัน
“ข้าไม่เคยกลัวตาย... แต่ข้ากลัวว่าหากข้าตายไปแล้ว จะไม่มีใครปกป้องรอยยิ้มที่เจ้าซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชานั้นอีก” ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง ดั่งคำสัตย์ปฏิญาณที่สลักไว้บนกระดูก
มู่หรงเซวี่ยสะท้านเฮือก หัวใจที่ด้านชามานับพันปีคล้ายถูกค้อนเหล็กหลอมละลายกระแทกเข้าอย่างจัง หยดน้ำตาใสไหลรินจากดวงตาคู่สวย หยดลงบนหลังมือของชายหนุ่มราวกับเกล็ดน้ำค้างกลางเหมันต์ที่ยอมละลายให้แก่อัคคีจิตวิญญาณ
“เจ้าคนโง่... หากเจ้าตาย ข้าจะอยู่อย่างไรในยุทธภพที่ไร้ซึ่งความปรานีนี้?” นางเอמהเสียงสั่นเครือ ความเย่อหยิ่งทระนงในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพังทลายลงสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
“เช่นนั้นก็จงเป็นพยานให้ข้า...”
ฉินอวี้สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง คัมภีร์โบราณที่สลักด้วยอักษรโลหิตลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ พลังปราณฟ้าดินรอบด้านพลันคำรามครืนครั่นราวกับฟ้าถล่ม ท้องน่ายามราตรีที่ควรประดับด้วยดวงดาวกลับมืดมิดลงทันที คลื่นกระบี่สังหารเทพถูกปลดปล่อยออกจากฝักทีละน้อย เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณโบราณดังสะท้านไปทั่วหุบเขา
ร่างกายของฉินอวี้สั่นสะท้าน เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า ความเจ็บปวดจากการถูกวิชากลืนกินอายุขัยแผดเผาไขกระดูก แต่แววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดาราตกฟาก
เขามีเวลาเหลืออีกเพียงเค่อเดียว (15 นาที) ก่อนที่อายุขัยทั้งหมดจะถูกสูบจนหมดสิ้น—และนั่นคือเวลาเดียวกับที่ค่ายกลปิดตายของศัตรูภายนอกพังทลายลง!
“เข้ามา!” ฉินอวี้คำรามลั่น ประกายกระบี่สีเลือดพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดมหึมา
ทว่า ท่ามกลางกระแสพลังอันบ้าคลั่งที่กำลังจะระเบิดออกนั้น เงามืดสายหนึ่งกลับปรากฏขึ้นเบื้องหลังมู่หรงเซวี่ยอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับปลายกระบวนท่ามืดมนที่พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุกรัดร่างของนางเซียนสาวโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันห้วงเวลาและลิขิตสวรรค์มากับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 13
วิชาลับที่แลกด้วยอายุขัย
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!