เศษเสี้ยวโลหิตที่ปะปนอยู่บนคมกระบี่ ‘เหมันต์ผลาญดารา’ ไม่ใช่เครื่องหมายแห่งชัยชนะ หากแต่เป็นหยดน้ำตาที่กลั่นตัวจากความเจ็บปวดอันยาวนานนับพันปี
ฉินอวี้ยืนนิ่งสงอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของค่ายกลดารารายล้อม ไอพลังปราณสีดำทมิฬจากวิชากระบี่สังหารเทพยังคงวนเวียนอยู่รอบกายราวกับฝูงอสูรที่กระหายเลือด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อผู้ใด แต่เป็นเพราะพิษร้ายจากเคล็ดวิชาที่ย้อนกลับมาแผดเผาชีพจรหัวใจ ทว่าแววตาของบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้กลับคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งลับคม ดึงดูดสายตาของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าให้มิอาจละไปไหนได้
มู่หรงเซวี่ย หรือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพร่างพราย นางเซียนผู้มีเรือนร่างบอบบางแต่กลับแบกรับชะตากรรมของสำนักไว้บนบ่า ยามนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและรอยเลือดจางๆ ทว่าความงดงามและเยือกเย็นดั่งหิมะพันปีของนางกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"เจ้ายังดึงดันที่จะใช้มันอีกหรือ..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบา เย็นเยียบจนคล้ายกับเกล็ดน้ำแข็งที่ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา แต่มันกลับซ่อนความสั่นไหวระลอกเล็กๆ ที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจควบคุมได้
ฉินอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขานั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง "หากข้าไม่ใช้กระบี่เล่มนี้ แล้วจะมีสิ่งใดในโลกหล้าที่สามารถฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของพวกผู้อาวุโสสวรรค์ได้เล่า? มู่หรงเซวี่ย... เจ้าคิดว่าวิถีเซียนที่พวกมันพร่ำสอน มีสิ่งใดที่เป็นความจริงบ้าง?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของนางเซียนผู้โดดเดี่ยว
มู่หรงเซวี่ยชะงักงัน ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่น ความทรงจำอันเจ็บปวดนับพันปีหลั่งไหลย้อนกลับมาดั่งคลื่นใต้น้ำ นางเติบโตมาบนจุดสูงสุดของยุทธภพ เป็นดั่งดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดบนฟากฟ้าที่ผู้คนต่างกราบไหว้บูชา แต่น้อยคนนักจะล่วงรู้ว่า... เบื้องหลังแสงอันเจิดจรัสนั้น คือความมืดมิดที่หนาบดบังจนไร้ซึ่งลมหายใจ
"เจ้าไม่เข้าใจ..." มู่หรงเซวี่ยหลุบสายตาลงต่ำ มองไปยังเงาสสะท้อนของตนบนคมกระบี่ที่เปื้อนเลือด "ความโดดเดี่ยว... ไม่ใช่การอยู่เพียงลำพังในสถานที่ที่ไร้ผู้คน แต่มันคือการยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนนับหมื่น ทว่ากลับไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก ‘นางเซียน’ ผู้นี้"
คำพูดของนางทุกลงบนหัวใจของฉินอวี้อย่างจัง ความเกรี้ยวกราดในแววตาของจอมยุทธ์หนุ่มพลันอ่อนลงวูบหนึ่ง เขารู้จักความโดดเดี่ยวดี ยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก การถูกตราหน้าว่าเป็นศิษย์ทรยศ การถูกไล่ล่าจากคนทั้งแผ่นดิน ทำให้เขาต้องเดินเดี่ยวบนเส้นทางที่โรยด้วยคมกระบี่มาโดยตลอด แต่สำหรับสตรีผู้นี้... นางแบกรับความคาดหวังของสำนัก ดั่งหุ่นเชิดที่ถูกเชิดด้วยเส้นด้ายแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์
"เช่นนั้น..." ฉินอวี่ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ปราณกระบี่รอบตัวเขาผ่อนคลายลงจนแทบไม่เหลือไอสังหาร "เหตุใดเจ้าจึงยังเลือกที่จะยืนเคียงข้างข้า ผู้ที่คนทั้งโลกต่างประณามว่าเป็นมารร้ายเล่า?"
มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นชา บัดนี้กลับสะท้อนภาพของบุรุษผู้ดื้อรั้น ตรงหน้าอย่างชัดเจน หยาดน้ำตาใสคลอหน่วยขึ้นที่หางตา แต่นางสะกดกลั้นมันไว้ด้วยความภาคภูมิใจอันยาวนาน
"เพราะเจ้า... คือคนเดียวในใต้หล้า ที่ไม่เคยขอให้ข้าต้องทำตัวเป็นเซียนผู้บริสุทธิ์" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมาเนิ่นนาน "ตลอดพันปีที่ผ่านมา ข้าถูกสอนให้ตัดขาดจากความรู้สึก ให้ไร้ซึ่งความรัก ความโกรธ และความหลง เพื่อบรรลุขอบเขตที่สูงขึ้น แต่ยิ่งข้าก้าวขึ้นไปสูงเท่าไหร่ โลกใบนี้ก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้น... และหัวใจของข้าก็ยิ่งว่างเปล่าลงเท่านั้น"
นางเอื้อมมือเรียวบางออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยแผลเป็นบนหน้าอกของฉินอวี้ ที่เกิดจากพิษของวิชากระบี่สังหารเทพ สัมผัสนั้นเย็นเยียบ แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นที่ทำเอาหัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนกระตุกวูบ
"ข้าเหนื่อยเหลือเกิน, ฉินอวี้..." เสียงกระซิบของนางราวกับเสียงถอนหายใจของดวงดาวที่ร่วงหล่น "ข้าไม่อยากเป็นนางเซียนผู้สูงส่งที่ผู้คนกราบไหว้ในตำหนักดาราอีกแล้ว ข้าอยากเป็นเพียงสตรีธรรมดา ที่มีคนให้ห่วงหา และมีอ้อมแขนของใครบางคนคอยปกป้องในยามที่โลกใบนี้พังทลาย"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบด้านชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันของคนทั้งสอง
ฉินอวี้ไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ออกมา บุรุษผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดในใต้หล้าผู้นี้ กลับยื่นมือออกไปโอบกอดร่างอันบอบบางของนางเข้ามาแนบอกอย่างแนบแน่น อ้อมแขนที่เคยตวัดกระบี่ปลิดชีพเซียน บัดนี้กลับกลายเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งที่สุดให้กับสตรีในดวงใจ
ไออุ่นจากร่างกายของเขาลบเลือนความหนาเหน็บของพลังปราณน้ำแข็งในตัวนางจนหมดสิ้น มู่หรงเซวี่ยซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ปล่อยให้น้ำตาหยดแรกในรอบพันปีร่วงหล่นลงบนอาภรณ์ของเขาอย่างไร้การควบคุม
แต่ทว่า... ในห้วงเวลาที่ความรู้สึกของทั้งสองกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
ท้องนภาราตรีที่เคยกระจ่างใส กลับถูกย้อมด้วยสีเลือด อักขระเวทโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นบนม่านฟ้า บดบังดวงดาวจนมืดมิด แรงกดดันระดับมหาเทพที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซùmลงมาจากเบื้องบน ราวกับทัณฑ์สวรรค์กำลังพิโรธต่อการตัดสินใจของนางเซียนผู้ทรยศวิถี
ฉินอวี้ผลักมู่หรงเซวียไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่เหมันต์ผลาญดาราออกจากฝักอีกครั้ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งอสูรกายที่พร้อมฉีกกระชากฟ้าดิน
"ดูเหมือนว่า... เบื้องบนจะไม่อนุญาตให้เจ้ามีความสุขสินะ" ฉินอวี้แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ขณะที่เงาร่างมหึมาของผู้ใช้อาคมระดับบรรพกาลค่อยๆ ก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า พร้อมกับเสียงกัมปนาทที่ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
"อยากพรากนางไปจากข้า... ก็ลองถามคมกระบี่ในมือข้าดูก่อน!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันห้วงเวลาและลิขิตสวรรค์มากับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 14
มู่หรงเซวี่ยผู้เปิดใจ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!