เศษเสี้ยวของดาราจักรที่หลงเหลือ หาได้มีความอบอุ่นไม่—มันคือสุสานแห่งกาลเวลาที่ถูกแช่แข็งด้วยความตายอันยาวนานนับร้อยล้านปี
"ที่นี่... คือมหาสกลนครโบราณที่ล่มสลายไปตั้งแต่ยุคบรรพกาลกระนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงของฉินอวี้แหบพร่าเล็กน้อยขณะกวาดสายตามองซากปรักหักพังตรงหน้า วิญญาณกระบี่ในร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังหวาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงันนี้ เสาหินยักษ์ค้ำฟ้าที่สลักลวดลายอักขระโบราณ บัดนี้ผุกร่อนจนแทบกลายเป็นฝุ่นผง ทว่าเศษเสี้ยวพลังปราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กลับยังคงกดทับจิตวิญญาณของผู้มาเยือนให้แทบกระอักเลือด
มู่หรงเซวี่ยก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างสูงของเขา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วน แม้ใบหน้างามล้ำจะยังคงความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี แต่นัยน์ตาคู่คมกลับฉายแววระแวดระวังอย่างถึงที่สุด นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในห้วงจิต
"ระวังลมปราณรอบตัวให้ดี... กาลเวลา ณ ที่แห่งนี้ไม่ได้เดินไปข้างหน้า แต่มันถูกแช่แข็งไว้ด้วย 'ห้วงมายาพันภพ' หากจิตใจของท่านไม่มั่นคงพอ แม้แต่เสี้ยววิญญาณก็อาจถูกกาลเวลาดูดกลืนให้กลายเป็นเพียงหินผาอย่างไร้จิตวิญญาณเช่นเดียวกับซากปรักหักพังเหล่านี้"
ฉินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูป เขากระชับกระบี่เยือกแข็งในมือแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน "ห้วงมายาพันภพอันใด? ต่อให้เป็นกาลเวลาหรือแม้แต่สวรรค์เบื้องบน หากมันกล้าขวางทางวิถีกระบี่ของฉินอวี้ผู้นี้ ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันให้ขาดเป็นสองท่อน!"
ชั่วพริบตาที่สิ้นคำพูด แรงกดดันมหาศาลก็พวยพุ่งออกจากร่างของฉินอวี้ ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางราวกับคลื่นอัคคีน้ำแข็งที่แผดเผาและแช่แข็งในเวลาเดียวกัน บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว เศษหินและฝุ่นผงที่ลอยอยู่กลางอากาศหยุดนิ่งสนิท ราวกับเวลาถูกพลังของเขากระชากให้หยุดทำงาน
มู่หรงเซวี่ยชำเลืองมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนหยัดอย่างทะนงตนผู้นั้น ลึก 1 ในดวงตาคู่สวยมีความรู้สึกซับซ้อนฉายวาบ นางเคยพบเจอผู้ฝึกตนมานับไม่ถ้วน ทุกคนต่างหวาดกลัวต่อกฎเกณฑ์ของสวรรค์และกาลเวลา มีเพียงบุรุษผู้นี้... ผู้ที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ผู้ที่ใช้เลือดเนื้อและวิญญาณเข้าแลกเพื่อท้าทายโชคชะตา
และนั่นคือเหตุผล... ที่ทำให้นางยอมละทิ้งวิถีเซียนอันบริสุทธิ์ เพื่อเดินเคียงข้างปีศาจร้ายผู้ถือครองกระบี่สังหารเทพผู้นี้
"ตามข้ามา" มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเสียงเบา นางยกมือขึ้นวาดผ่านอากาศเบาๆ แสงดาราพร่างพรายพลันส่องสว่างเป็นเส้นทางนำทาง ทะลุผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาที่หนาทึบเบื้องหน้า
ทั้งสองก้าวเดินลึกเข้าไปในเขตซากปรักหักพังโบราณ ยิ่งเดินลึกเท่าไหร่ กลิ่นอายแห่งความตายก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ผนังหินโดยรอบเต็มไปด้วยรอยดาบและรอยกระบี่ที่ลึกราวน้ำมือของทวยเทพ ร่องรอยการต่อสู้ในอดีตยังคงหลงเหลือความน่าสะพรึงกลัวไว้จนถึงปัจจุบัน บางรอยกระบี่ถึงกับทำให้มิติบริเวณนั้นฉีกขาดเป็นรอยแผลเป็นสีดำสนิท
"หยุดก่อน!"
ฉินอวี้คว้าแขนของมู่หรงเซวี่ยไว้กะทันหัน ร่างของทั้งสองหยุดชะงักลงเบื้องหน้าแท่นบูชาหินสีดำสนิทขนาดมหึมา บนแท่นบูชานั้นมีกระบี่โบราณเล่มหนึ่งปักอยู่ ตัวกระบี่สนิมเขรอะและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่ไอสังหารที่เย็นยะเยือกเสียดกระดูกออกมาเป็นระลอก
มู่หรงเซวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว "นี่มัน... กระบี่ดาราผลาญภพ กระบี่ประจำกายของมหาเทพเซียนโบราณผู้ร่วงหล่น... เหตุใดมันจึงมาอยู่ที่นี่?"
ฉินอวี้ไม่ได้ตอบคำถาม ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังกระบี่โบราณเล่มนั้นราวกับต้องมนต์สะกด ทันใดนั้น รอยแผลเป็นที่หน้าอกของเขาก็เปล่งแสงสีแดงฉานออกมา ความเจ็บปวดจากการถูกวิชากระบี่สังหารเทพกัดกินพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากของชายหนุ่ม
"อึก..." ฉินอวี้ครางต่ำในลำคอ ก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว
"ฉินอวี้!" มู่หรงเซวี่ยรีบประคองร่างของเขาไว้ มือเรียวบางสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผดเผาจากร่างของเขา สลับกับความเย็นเยือกดั่งน้ำแข็งที่กัดกินวิญญาณ นางส่งพลังปราณดาราเข้าไปในร่างของเขาเพื่อช่วยกดขี่ความเจ็บปวด "อย่ามองมัน! จิตใจของท่านกำลังถูกมันครอบงำ!"
"ไม่ใช่..." ฉินอวี้กัดฟันกรอด ฝืนเงยหน้าขึ้นมองแท่นบูชาด้วยแววตาดุดันดั่งพญาอินทรี "มันไม่ได้กำลังครอบงำข้า... แต่มันกำลัง 'เรียกหา' ข้าต่างหาก!"
สิ้นเสียงของเขา กระบี่โบราณบนแท่นบูชาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง สนิมที่เกาะกรังอยู่หลุดร่วงลงมาทีละน้อย เผยให้เห็นแสงสีทองอร่ามที่เจิดจ้าเสียจนแสบตา กาลเวลาที่หยุดนิ่งรอบกายเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง พายุหมุนแห่งกาลเวลาและมิติพัดโหมกระหน่ำจนซากปรักหักพังโดยรอบเริ่มพังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ
ในวินาทีนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขาเหยียบอยู่ก็เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ ร่างเงาสีดำทมิฬนับร้อยร่างค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากความมืดมิด ดวงตาสีแดงฉานนับคู่จ้องมองมาที่ทั้งสองด้วยความกระหายเลือด
มู่หรงเซวี่ยสะบัดมือขวา กระบี่ดาราในมือปรากฏขึ้นพร้อมกับไอเย็นยะเยือกที่แผ่ขยายออกไปนับร้อยลี้ นางก้าวขึ้นมาขวางเบื้องหน้าฉินอวี้ ดวงตาสง่างามเย็นชาคู่นั้นกวาดมองเหล่าภูตผีแห่งกาลเวลาด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจดูแคลน
"ต่อให้เป็นภูตผีจากยุคบรรพกาล..." มู่หรงเซวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกังวาน ดึงพลังดาราแท้จริงทั่วร่างออกมาจนเกิดเป็นวงแหวนแสงเจ็ดสีรอบกาย "หากพวกมันกล้าแตะต้องตัวท่าน... ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ ล้างบางพวกมันให้ดับสูญไปพร้อมกับห้วงเวลานี้เสีย!"
ฉินอวี้แค่นยิ้มที่มุมปาก แม้ความเจ็บปวดจะเกือบฉีกร่างของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ แต่เขากลับค่อยๆ ดึงมือของมู่หรงเซวี่ยออกเบาๆ แล้วก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างนาง ดวงตาคมกริบจ้องมองกองทัพภูตผีเบื้องหน้าด้วยความทะนงตนอย่างไร้ขีดจำกัด
"เซวี่ยเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบข้างหูกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ "เจ้าเก็บแรงไว้เถอะ... ศึกนี้ ข้าจะเป็นคนเปิดฉากเอง!"
มือหนากำด้ามกระบี่เยือกแข็งแน่นขึ้น ปราณกระบี่สังหารเทพพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ท่ามกลางพายุหมุนแห่งกาลเวลาที่กำลังคำรามก้อง และในเสี้ยววินาทีที่ภูตผีตัวแรกพุ่งเข้ามาประชิดตัว ฉินอวี้ก็ตวัดกระบี่ออกไปครึ่งนิ้ว—!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันห้วงเวลาและลิขิตสวรรค์มากับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 12
ดินแดนที่กาลเวลาหยุดนิ่ง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!