กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 22

กับดักของกาลเวลา

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"หากไม่อยากให้นางดับสูญสลายไปพร้อมกับดวงดาว... จงวางกระบี่ลง แล้วคุกเข่าถวายวิญญาณของเจ้าให้แก่เราซะ!" เสียงกึกก้องราวน้ำตกสวรรค์ถล่มแผ่นดินทลายยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งที่มีค่ามากกว่าชีวิตของฉินอวี้ในเวลานี้ หาใช่ความทะนงตนในวิถีกระบี่ไม่ หากแต่เป็นร่างบอบบางที่กำลังสั่นเทาอยู่ในอ้อมแขนของเขา มู่หรงเซวี่ย ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพร่างพรายผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้ริมฝีปากบางเฉียบกลับไร้ซึ่งสีเลือด หยาดโลหิตสีชาดไหลรินจากมุมปากตัดกับผิวขาวราดหิมะจนน่าเวทนา รอบกายของพวกเขามิใช่ค่ายกลธรรมดา แต่เป็น 'มิติห้วงดาราบรรพกาล' ที่เวลาถูกบิดเบือนจนกลายเป็นเส้นตรงอันยาวนานไร้จุดสิ้นสุด ทุกย่างก้าวที่ขยับ ราวกับแบกภูผาทั้งห้าเอาไว้บนบ่า ปราณกระบี่เยือกแข็งของฉินอวี้แผ่ซ่านออกปกป้องร่างของนางไว้อย่างสุดกำลัง แม้กระดูกทั่วร่างจะส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะจากการกดทับของกฎเกณฑ์มิติ แต่ดวงตาคมกริบของบุรุษหนุ่มกลับทอประกายดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายที่ถูกต้อนจนมุม "เซวี่ยเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเรี​​ยกชื่อนางอย่างแผ่วเบา ขณะที่ฝ่ามืออุ่นร้อนประคองแผ่นหลังที่กำลังสูญเสียพลังปราณของนางไว้ "เจ้าอดทนไว้นะ..." มู่หรงเซวี่ยปรือตาขึ้นช้าๆ แพขนตางอนงามสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาต่อโลกหล้า บัดนี้กลับสะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้ดื้อรั้นที่สุดในใต้หล้า นางยกมือเรียวดุจหยกสลักขึ้นหมายจะผลักไสเขาออกไป แม้เรี่ยวแรงจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม "เจ้า... คนโง่..." น้ำเสียงของนางแหบพร่าแต่ยังคงความเย่อหยิ่งไว้ในที "เหตุใด... จึงไม่ยอมวางกระบี่... หากเจ้าตาย... วิถีกระบี่สังหารเทพ... ก็จะสูญสิ้นไปจากยุทธภพ..." "วิถีกระบี่ของข้า มีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าต้องการปกป้อง" ฉินอวี้แย้มยิ้มเยาะหยันฟ้าดิน สายตามองทะลุผ่านความมืดมิดของมิติคู่ขนานไปยังเงาร่างมหึมาที่ซ่อนอยู่หลังม่านดวงดาวเบื้องหน้า "หากข้าต้องแลกด้วยการคุกเข่าอ้อนวอนสวรรค์ เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ สู้ให้ข้าใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามิตินี้ให้แหลกเป็นจุลเสียยังดีกว่า!" สิ้นคำพูด ประกายกระบี่สีครามเข้มก็ระเบิดออกจากร่างของฉินอวี้จนเกิดเสียงคำรามกึกก้อง นี่คือ 'ย่างก้าวฝืนลิขิต' เคล็ดวิชาต้องห้ามที่กัดกินอายุขัยเพื่อแลกกับพลังทำลายล้างอันไร้เทียมทาน แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามเข้มของมิติคู่ขนาน กรีดผ่าความว่างเปล่าจนเกิดรอยแยกสีดำสนิทราวกับรอยแผลเป็นบนผืนผ้าใบ ทว่า มิติคู่ขนานแห่งนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทันทีที่รอยแยกปรากฏขึ้น แรงดึงดูดมหาศาลจากกาลเวลาที่ย้อนกลับก็ซัดโถมเข้ามา ราวกับเกลียวคลื่นนับล้านลูกที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลายกลายเป็นธุลี ร่างของมู่หรงเซวี่ยเซถลาเกือบจะหลุดจากอ้อมแขน ฉินอวี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาคว้าตัวนางเข้ามาชิดอกแน่นขึ้น พร้อมกับตวัดกระบี่ในมือขวาเข้าปักลงบนพื้นศิลาแห่งกาลเวลาเพื่อยึดร่างของทั้งคู่ไว้ ปราณกระบี่ไหลทะลักผ่านใบมีดลงสู่พื้นดินจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว "เกาะข้าไว้ให้แน่น!" ฉินอวี้คำราม ลมหายใจเริ่มติดขัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายตามขมับ มู่หรงเซวี่ยซบใบหน้าลงกับอกเสื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและกลิ่นอายเลือดของเขา หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีกลับเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางไม่เคยคิดเลยว่า ในวันที่นางอ่อนแอที่สุดและใกล้จะดับสูญสลายไปตามดวงดาว จะมีบุรุษผู้หนึ่งกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อยื้อนางไว้จากเงื้อมมือของความตาย "อวี้หลาง..." นางพึมพำเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาด้วยความอ่อนโยนถึงเพียงนี้ "หากเราต้องตายที่นี่... เจ้าเสียใจหรือไม่..." ฉินอวี้ก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความทะนงองอาจอย่างยิ่งยวด "ความเสียใจ? คำนี้ไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของฉินอวี้ การได้ร่วมเป็นร่วมตายกับเจ้าในห้วงมิติที่ไร้กาลเวลาเช่นนี้ นับว่าสวรรค์ยังคงเมตตาข้าอยู่บ้าง" บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ท่ามกลางพายุแห่งกาลเวลาที่กำลังคำรามกวาดล้างทุกสิ่ง ความเงียบงันและความอบอุ่นจากอ้อมกอดของทั้งสองกลับหลอมรวมเป็นเกราะคุ้มกันอันแข็งแกร่งที่สุด ทว่า ในวินาทีที่ความหวังกำลังริצוขึ้นนั้นเอง รอยแยกแห่งกาลเวลาที่ฉินอวี้เพิ่งฟันเปิดออก กลับค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังมาจากความว่างเปล่า... เสียงนั้นดังก้องกังวาน ราวกับมาจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของจักรวาลพร้อมๆ กัน "ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นความรักที่น่าเวทนาและโง่เขลานัก คิดว่าพลังกระบี่เพียงน้อยนิดจะเอาชนะกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาได้หรือ? พวกเจ้าจะต้องติดอยู่ที่นี่... จนกว่าวิญญาณจะแตกสลายกลายเป็นธุลีไปพร้อมกับดวงดาวพวกนั้น!" เงาร่างสีดำสนิทไร้ใบหน้าปรากฏขึ้นเหนือหัวของพวกเขาทั้งสอง มันยื่นมือที่ปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกแห่งความตายลงมาหมายจะปลิดชีพอันรวดเร็ว ฉินอวี้ตวัดสายตาขึ้นมองด้วยความแค้นเคือง ปราณกระบี่ใน단전 (ตันเถียน) ของเขาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมที่จะระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายออก แต่มู่หรงเซวี่ยกลับเอื้อมมือเรียวมาแตะที่ข้อมือของเขาเบาๆ แววตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นางฝืนรวบรวมพลังปราณดาราที่เหลืออยู่ทั้งหมดในร่างจนเกิดแสงสว่างวาบเจิดจ้าดั่งซูเปอร์โนวาที่กำลังจะดับสูญ "อวี้หลาง... ฟังข้า..." นางกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่มั่นคงยิ่ง "ใช้กระบี่เล่มนี้ของเจ้า... แทงทะลุหัวใจของข้าซะ!" ฉินอวี้เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ "เจ้าพูดบ้าอะไรออกมา! ข้าจะฆ่าเจ้าได้อย่างไร!" "นี่ไม่ใช่การฆ่า... แต่เป็นการปลดปล่อย!" มู่หรงเซวี่ยส่งยิ้มงดงามที่สุดในชีวิตให้นางเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ "พลังดาราในตัวข้ากับวิชากระบี่สังหารเทพของเจ้า มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อทำลายค่ายกลกาลเวลานี้ได้... เชื่อใจข้า... ดั่งที่ข้า... เชื่อใจเจ้า..." สิ้นคำพูดของนาง เงาดำมืดเบื้องบนก็พุ่งทะยานลงมาพร้อมกับพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งในพริบตาเดียว! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุเหมันต์และห้วงกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%