กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 5

รอยร้าวในอาภรณ์เซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"มู่หรงเซวี่ย... เจ้ายังกล้าเอ่ยคำว่ายุติธรรมอีกหรือ?" สุ้มเสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาวดังสะท้อนก้องไปทั่วตำหนักดาราพร่างพราย พื้นศิลาหยกขาวบริสุทธิ์ที่เคยสะท้อนแสงดาวระยิบระยับ บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยไอสังหารสีครามเข้มข้นจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำค้างแข็งเกาะกุมตามรอยต่อของแผ่นศิลา ร่างระหงในชุดอาภรณ์เซียนสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายกลุ่มดาวด้วยด้ายเงินแท้ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ทว่าริมฝีปากบางเฉียบกลับมีโลหิตสีชาดไหลรินลงมาหยดหนึ่ง ตัดกับผิวเนื้อขาวซีดดั่งหิมะในยามเหมันต์ นางไม่ได้สะท้อนสะเทือนต่อแรงกดดันจากมหาเขตอาคมแปดทิศที่กำลังบดขยี้ร่างกายนางแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามที่เคยราบเรียบเย็นชาดั่งสระน้ำพันปี บัดนี้กลับทอประกายวับวับด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความสง่างาม "บัญชาของราชันย์สวรรค์หรือความโลภในเคล็ดวิชากระบี่สังหารเทพกันแน่ ที่ทำให้พวกท่านถึงกับยอมฉีกกฎเกณฑ์บรรพชนเพื่อบีบคั้นคนผู้เดียว?" มู่หรงเซวี่ยกล่าวตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าบาดลึกเข้าlไปถึงกระดูกดำของเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เบื้องบน "บังani! ผู้อาวุโสใหญ่มู่หรง เจ้าชักจะกำแหงเกินไปแล้ว!" ผู้อาวุโสคนที่สามบันดาลโทสะจนสะบัดชายแขนเสื้อ ลมปราณระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูออกมาเป็นรูปมังกรน้ำแข็งพุ่งเข้าใส่ร่างของนางทันที ทว่ามู่หรงเซวี่ยหาได้ขยับเขยื้อนหลบหนีไม่ นิ้วเรียวดุจหยกสลักสะบัดออกเบาๆ ปราณดาราเส้นหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้าปะทะจนมังกรน้ำแข็งสลายกลายเป็นละอองหมอกในพริบตา ทว่า ในวินาทีที่ปราณดารากระจายตัวนั้นเอง รอยร้าวเส้นเล็กๆ กลับปรากฏขึ้นบนอกเสื้ออาภรณ์เซียนของนาง รอยร้าวที่ไม่ได้เกิดจากการโจมตีภายนอก หากแต่เกิดจาก "รอยร้าวในหัวใจ" และ "วิถีเซียนที่สั่นคลอน" นับตั้งแต่ที่นางเลือกจะปกป้องบุรุษผู้ทะนงตนผู้นั้น—ฉินอวี้ ภาพเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของนาง ในถ้ำลี้ลับแห่งหุบเขาอัสนีบาต ฉินอวี้ในสภาพที่อาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลจากกระบี่และสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ เขายังคงยืนหยัดหลังตรงไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด มือข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่สลายดาราแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองนางด้วยแววตาที่ทั้งเย้ยหยันและอ่อนโยนในคราเดียวกัน *“มู่หรงเซวี่ย... เจ้าเซียนผู้สูงส่ง เหตุใดจึงต้องเอาอนาคตพันปีของตนเองมาเดิมพันกับคนทรยศเช่นข้า?”* สุ้มเสียงแหบพร่าของเขาในวันนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“ข้าไม่ได้เดิมพันกับเจ้า...”* นางเคยตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์เช่นเคย *“ข้าเพียงแต่เดิมพันกับวิถีแห่งเต๋าที่แท้จริง... เต๋าที่ไม่ใช่การสยบยอมต่อฟ้าดินอันจอมปลอม!”* ตัดกลับมาปัจจุบัน สายตาของเหล่าผู้อาวุโสในสำนักดาราพร่างพรายต่างจ้องมองมาที่นางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดกลัวต่อพลังอันไร้ก้นบึ้งของนาง และทั้งสมเพชเวทนาที่เซียนผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องต้องมาแปดเปื้อนเพราะความรักอันโง่เขลาในมุมมองของพวกเขา "มู่หรงเซวี่ย เจ้าถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับฉินอวี้ในการสังหารผู้อาวุโสสำนักย่อย และขโมยตำraลับกระบี่กลืนดารา หลักฐานคาตาเช่นนี้ เจ้ายังจะปฏิเสธอีกหรือ?" เจ้าสำนักดาราพร่างพรายผู้เฒ่า ผู้ซึ่งปิดตามานานนับร้อยปี เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรก "หลักฐาน?" มู่หรงเซวี่ยแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของนางช่างไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงินท่ามกลางหิมะโปรยปราย แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวยะเยือกถึงขั้วหัวใจ "พวกท่านต่างหากที่รู้ดีแก่ใจ ว่าแท้จริงแล้วพวกท่านต้องการเคล็ดวิชาในคัมภีร์นั้นเพื่อทะลวงขอบเขตเซียนอมตะต่างหากเล่า! การเอาชื่อของฉินอวี้มาเป็นข้ออ้าง เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่น่าขบขันสิ้นดี!" "สามหาม!" ผู้อาวุโสใหญ่ตบโต๊ะศิลาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง "ในเมื่อนางดื้อดึงไม่ยอมรับความผิด และยังมีจิตใจที่ฝักใฝ่ฝ่ายมาร นำตัวนางไป! ขังไว้ ณ คุกอัสนีบาตเก้าชั้นฟ้า ทรมานวิญญาณเจ็ดวันเจ็ดคืน จนกว่านางจะยอมคายที่ซ่อนของฉินอวี้ออกมา!" สิ้นคำสั่ง ทหารยักษ์เกราะทองนับร้อยนายพร้อมใจกันก้าวเท้าเข้ามารายล้อมร่างของมู่หรงเซวี่ย หอกยาวในมือสะท้อนแสงสีทองอร่าม ปราณกดดันระดับสูงแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว มู่หรงเซวี่ยหลับตาลงช้าๆ นางสูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกของพลังปราณดาราในตันtianที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง นางรู้ดีว่าหากนางลงมือสังหารคนเหล่านี้เพื่อแหกออกไป ชื่อเสียงและสถานะ "ผู้อาวุโสสูงสุด" ของนางจะมลายหายไปในพริบตา และนางจะกลายเป็นมารร้ายที่ถูกล่าสังหารไปทั่วทั้งยุทธภพ แต่ทว่า... ภาพของชายหนุ่มผู้แบกรับชะตากรรมอันโดดเดี่ยว นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความทะนงตนแม้ในยามที่ลมหายใจรวยริน กลับเด่นชัดขึ้นในห้วงจิตสำนึก *หากวิถีเซียนหมายถึงการตัดสิ้นซึ่งความรู้สึก... ข้าขอเป็นเซียนผู้ตกสวรรค์เคียงข้างเขา ยังจะดีเสียกว่า!* ดวงตาคู่งามลืมขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีม่วงเข้มระเบิดออกจากนัยน์ตาของนางอย่างฉับพลัน พร้อมๆ กับที่กระบี่ประจำกาย "จันทราเหมันต์" ส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้า ราวกับรับรู้ถึงเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวที่จะฝืนลิขิตฟ้าของนายสาว "ใครหน้าไหน... ที่บังอาจแตะต้องตัวนาง!" ตูมมม! ยังไม่ทันที่มู่หรงเซวี่ยจะชักกระบี่ออกจากฝัก กำแพงศิลาทิศประจิมของตำหนักดาราพร่างพรายก็ระเบิดออกเป็นจุล เศษหินและฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางม่านหมอกฝุ่นควันนั้น ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทสะบัดสะพรั่งด้วยไอสังหารที่รุนแรงราวมหาสมุทรคลั่งปรากฏขึ้น พร้อมกับคมกระบี่เล่มหนึ่งที่พาดผ่านลำคอของเจ้าสำนักผู้เฒ่าในชั่วพริบตาเดียว! ฉินอวี้... เขากลับมาแล้ว และการกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อหลบหนี แต่เพื่อทวงคืนทุกสิ่ง! ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%