กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 4

เมื่อหัวใจปะทะไอเย็น

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"วิถีแห่งเจ้า เป็นเพียงการรนหาที่ตาย... หรือความโง่เขลาที่ไร้ที่เปรียบกันแน่ ฉินอวี้?" น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในเหมันต์พันปี ทว่ากลับสั่นสะท้อนก้องกังวานอยู่ในตำหนักดาราพร่างพราย มู่หรงเซวี่ยยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงปราณที่แผ่ซ่านออกมาเป็นระลอกคลื่นระยิบระยับดั่งหมู่ดาวบนนภากาศ นางทอดสายตามองบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเศษซากกระเบื้องเคลือบที่แตกละเอียดจากแรงปะทะเมื่อยามค่ำคืน สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน ระหว่างความเยือกเย็นอันเป็นก***ของผู้อาวุโสสูงสุด และความห่วงใยที่ถูกกักขังไว้ภายใต้กฏเกณฑ์อันเข้มงวดของสำนัก ฉินอวี้ไม่แม้แต่จะปรายตาแลบาดแผลฉกรรจ์บนหัวไหล่ซ้าย ที่ซึ่งไอพลังสีดำทมิฬจากวิชากระบี่สังหารเทพยังคงกัดกินเนื้อหนังจนเกิดเสียงดังฉี่ราวกับน้ำหยดลงบนเตาถ่าน เขาเพียงแค่ยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ทรนง และเด็ดเดี่ยว ราวกับฟ้าดินเบื้องบนก็มิอาจบีบบังคับให้เขาก้มหัวลงได้ "ความตายหรือ? ฮ่าๆๆ..." เสียงหัวเราะแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากลำคอของฉินอวี้ ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาดุจดาราของนางเซียนสาว "ผู้อาวุโสมู่หรง ท่านท่องตำราเซียนมานับพันปี บรรลุขอบเขตดาราดับสูญที่ผู้คนต่างกราบไหว้... แต่ท่านเคยเงยหน้าขึ้นมองความจริงเบื้องบนบ้างหรือไม่เล่า? ว่าแท้จริงแล้ววิถีเซียนที่พวกท่านไขว่คว้า มันก็เป็นเพียงโซ่ตรวนที่ผูกล่ามวิญญาณให้เป็นทาสของสวรรค์เท่านั้น!" "สามหาม!" มู่หรงเซวี่ยตวาดกร้าว หัตถ์เรียวดุจหยกสลักสะบัดเบาๆ ปราณดาราพุ่งทะยานออกมาราวกับสายฟ้าสีคราม กดทับบรรยากาศรอบกายให้หนักอึ้งลงนับร้อยชั่ง แรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงแผ่ขยายจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร? กล้าดียังไงมาวิพากษ์วิจารณ์สัจธรรมที่บรรพจารย์สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน! การบำเพ็ญเพียรคือการฝืนลิขิตฟ้า แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบและกฎเกณฑ์ มิใช่การใช้วิชามารดั่งที่เจ้ากำลังทำอยู่!" "ระเบียบงั้นรึ?" ฉินอวี้ก้าวเท้าเข้าประชิดนางทีละก้าว แม้ฝ่าเท้าจะเหยียดย่างลงบนพื้นหินที่แหลมคมจนโลหิตสีแดงฉานไหลรินเปรอะเปื้อน แต่แววตาของเขากลับเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงตะวันยามเที่ยงวัน "ระเบียบของพวกท่านคือการสยบยอมต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ปิดกั้นหัวใจ ปฏิเสธความรู้สึก และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่รอวันดับสลายไปตามกาลเวลา... หากนั่นคือวิถีเซียนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องที่ท่านภูมิใจนัก ข้า... ฉินอวี้ ผู้นี้ ขอเลือกที่จะใช้กระบี่ในมือฟาดฟันสวรรค์และนรกภูมิให้แหลกเป็นจุล เสียยังดีกว่าต้องก้มหน้าจำนนต่อหน้าฟ้าดินที่ไร้หัวใจ!" คำพูดประโยคสุดท้ายดังก้องกังวานราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเซวี่ย ร่างระหงของนางสะั่นสะท้อนเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยใช้ห่อหุ้มตัวตนมาตลอดหลายร้อยปีคล้ายกับถูกค้อนอัคคีหลอมละลายลงชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีต ภาพความโดดเดี่ยวอ้างว้างบนยอดเขาที่ไร้ซึ่งผู้เคียงข้าง ย้อนกลับมาทับซ้อนในห้วงความคิดของนาง นางเซียนผู้สูงศักดิ์หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดั่งเดิม ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับแผ่วเบาลงกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด "แล้วหัวใจของเจ้าเล่า... ฉินอวี้" มู่หรงเซวี่ยก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นอายไอเย็นบริสุทธิ์จากตัวนางผสมผสานเข้ากับกลิ่นคาวเลือดและไอสังหารของเขาได้อย่างประหลาด "วิชากระบี่สังหารเทพที่เจ้าฝึกฝน มันกำลังกัดกินอายุขัยและจิตวิญญาณของเจ้าทุกวินาที ทุกครั้งที่เจ้าชักกระบี่ออก เจ้ากำลังนำพาตัวเองเข้าใกล้ความตายไปอีกก้าว... เจ้าบอกว่าข้าไม่มีหัวใจ แล้วหัวใจของเจ้าล่ะ... มันเหลือไว้ให้ใครได้จดจำบ้างหรือไม่?" คำถามนั้นมิใช่การเย้ยหยัน แต่มันคือคำถามที่กลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณที่สั่นคลอน นางยื่นมืออันเรียบเนียนออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยแผลบริเวณหน้าอกของเขาที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ปราณดาราอุ่นระอุสายหนึ่งถูกถ่ายเทเข้าไปเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บอย่างเงียบเชียบ ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับปะทะเข้ากับไอพลังมารที่ดุร้าย จนเกิดเสียงปะทุเบาๆ พร้อมกับละอองแสงสีขาวและดำที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับกลุ่มควัน ฉินอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ความทะนงตนในแววตาไหววูบเป็นครั้งแรกยามที่ได้สบตาคู่สวยที่ฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิดของนาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าสตรีผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีผู้นี้ จะเป็นเพียงคนเดียวในยุทธภพที่มองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาของกระบี่เล่มนี้ "ถ้าข้าบอกว่า..." ฉินอวี้โน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงของเขาแหบพร่าแต่นุ่มนวลอย่างประหลาดจนทำให้หัวใจของนางเซียนสาวกระตุกวูบ "หัวใจของข้า... ได้มอบให้กับสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดในใต้หล้าไปเสียแล้วเล่า เจ้า... จะเชื่อข้าหรือไม่, มู่หรงเซวี่ย?" สิ้นคำกล่าว บรรยากาศภายในตำหนักดาราพร่างพรายก็ราวกับหยุดนิ่งลงทันที ลมปราณรอบกายแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม ทว่าในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองกำลังจะหลอมรวมเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดอันลึกลับ... *เปรี้ยงงงง!* เสียงอสนีบาตคำรามก้องสะท้อนมาจากยอดเขาสูงเสียดฟ้า นอกหน้าต่างตำหนัก ท้องนิตยภพที่เคยประดับด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง กลับถูกฉีกกระชากออกเป็นทางยาวด้วยรอยแยกสีทองอร่าม พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่แผ่ซ่านลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยามเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่กำลังพุ่งตรงมายังตำหนักแห่งนี้ เงาร่างสีทองอร่ามสามร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางมิติที่ฉีกขาด พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ดังสะเทือนไปทั่วทั้งสำนักกระบี่เยือกแข็งและตำหนักดาราพร่างพราย "มู่หรงเซวี่ย! เจ้าฝ่าฝืนกฎสวรรค์ แอบให้ความช่วยเหลือศิษย์ทรยศ... บัดนี้ ราชันย์สวรรค์มีบัญชา ให้ปลดเจ้าจากตำแหน่งผู้อาวุโส และนำตัวพวกเจ้าทั้งสองไปชำระล้างวิญญาณ ณ แท่นบูชาแปดทิศเดี๋ยวนี้!" ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%