“หรือว่า... เจ้าอยากให้ความลับเรื่อง ‘มารโลหิต’ ในร่างของเจ้า ถูกเปิดเผยให้สำนักกระบี่เยือกแข็งรู้ ณ ตอนนี้กันล่ะ?”
เสียงกระซิบนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งในเหมันต์ปีศาจ ทว่ากลับดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของฉินอวี้ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีหันกลับไปมองสตรีเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
มู่หรงเซวี่ย ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพร่างพราย นางยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางม่านหมอกราตรี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงปราณอันหนתแน่นที่แผ่ออกมาจากร่างราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งเกินกว่ามนุษย์จะเอื้อมถึง ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับหมื่นดวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าภายใต้ความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีนั้น นางกำลังซ่อนความรู้สึกใดไว้
ฉินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้กระทั่งฟ้าดินยังต้องหลบทางให้ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทรนงและดื้อรั้น
“มารโลหิตงั้นหรือ?” ฉินอวี้ทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสจิตสังหารที่ทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว “ต่อให้ฟ้าดินพิพากษาข้า หรือสำนักกระบี่เยือกแข็งจะส่งยอดฝีมือมานับร้อยเพื่อล่าหัวข้า ชีวิตของฉินอวี้ผู้นี้... ก็มีเพียงกระบี่ในมือเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสิน”
สิ้นคำพูด ร่างกายของเขาก็พลุ่งพล่านไปด้วยกระแสปราณสีแดงฉานปะปนกับไอเย็นยะเยือกของวิชากระบี่สังหารเทพ พลังอันดุร้ายแผดเผาเส้นชีพจรของเขาเองจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะราวกับไม้แห้งกำลังถูกไฟเผา แต่นั่นกลับไม่ทำให้ชายหนุ่มแสดงอาการเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นและดวงตาที่ลุกโชนดั่งอัคคีโลกันตร์
มู่หรงเซวี่ยขมวดคิ้วเรียวสวยเล็กน้อย นางมองการกระทำอันบ้าระห่ำของเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ตั้งแต่เกิดมาจนถึงขอบเขตเซียนขั้นสูง นางไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีจิตวิญญาณดื้อรั้นและฝืนลิขิตฟ้าได้ถึงเพียงนี้ วิชากระบี่สังหารเทพเป็นเคล็ดวิชาต้องห้ามที่แม้แต่ปรมาจารย์ยังต้องหวาดกลัว ผู้ใดฝึกฝนย่อมต้องถูกพลังย้อนกลับกัดกินวิญญาณจนแตกสลาย แต่วันนี้... ฉินอวี้กลับใช้มันกดดันรอบกายราวกับมันเป็นเพียงแขนขาอีกข้างหนึ่งของตน
“เจ้าช่างโง่เขลานัก...” มู่หรงเซวี่ยกล่าวแผ่วเบา น้ำเสียงของนางมีความกังวลที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน “การฝืนใช้กระบี่สังหารเทพในสภาพที่พลังปราณในร่างปั่นป่วนเช่นนี้ เท่ากับการร่นเวลาความตายของเจ้าให้เร็วขึ้น”
“ความตาย?” ฉินอวี้ก้าวเท้าเข้าหาพญานางเซียนทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว เงาร่างของเขาทอดทาบบนพื้นดินราวกับอสูรกายผู้ยิ่งใหญ่ “ตั้งแต่ข้าถูกสหายร่วมสำนักหักหลัง และถูกขับไล่ออกจากสำนักกระบี่เยือกแข็ง... คำว่า ‘ตาย’ ก็ไม่มีความหมายสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว มู่หรงเซวี่ย หากเจ้ามาเพื่อจับกุมข้า ส่งศิษย์น้องของเจ้าชักกระบี่ออกมาเถอะ!”
บรึ้ม!
แรงกดดันจากพลังเซียนและปราณกระบี่ระเบิดออกพร้อมกันจนพื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้แตกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินและฝุ่นผงลอยคว้างขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่าไม่มีผู้ใดถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
ในวินาทีนั้นเอง ความสนใจในแววตาของมู่หรงเซวี่ยก็เปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามวิกาล นางไม่เคยเห็นจอมยุทธ์คนใดที่มีเจตจำนงแห่งกระบี่ที่บริสุทธิ์และดุดันถึงเพียงนี้ เขามิได้พึ่งพาพลังฟ้าดิน แต่มันคือพลังที่กลั่นกรองมาจากความเจ็บปวด ความแค้น และวิถีแห่งการต่อต้านโชคชะตาอย่างแท้จริง
“ดี... ในเมื่อเจ้าอยากเห็นกระบี่ของตำหนักดาราพร่างพรายนัก เช่นนั้นข้าก็จะสงเคราะห์เจ้า”
มู่หรงเซวี่ยขยับมือเรียวดุจหยกขาว แสงดาราเจิดจรัสสว่างวาบขึ้นในความมืด กระบี่วิเศษประจำกาย ‘ดาราผันแปร’ ถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ เสียงคมกระบี่เสียดสีกับอากาศดังกังวานใสราวกระดิ่งเงิน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยรัศมีสังหารที่สามารถตัดผ่านห้วงมิติได้ทั้งแถบ
อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็งภายในชั่วพริบตา ม่านหมอกราตรีถูกตัดขาดเป็นสองส่วนด้วยรัศมีกระบี่อันไร้เทียมทานของนางเซียนผู้สูงศักดิ์
ฉินอวี้ไม่รอช้า สัญชาตญาณดิบของนักสู้กระตุ้นให้เขายกกระบี่ในมือขึ้นรับมือทันที ปราณกระบี่สังหารเทพแผดเสียงคำรามลั่นราวกับพญาอินทรีคลั่ง ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานเข้าหามู่หรงเซวี่ยราวกับดาวตกสีเลือดที่พุ่งชนกับจันทราสีเงิน
ฉากการต่อสู้ระหว่างทั้งสองระเบิดขึ้นอย่างดุเดือดตระการตาและรวดเร็วจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน ประกายไฟจากการปะทะของคมกระบี่สาดกระเซ็นราวกับดอกไม้ไฟแห่งความตาย ทุกกระบวนท่าที่ทั้งคู่ใช้ล้วนแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ขั้นสูง มู่หรงเซวี่ยร่ายรำวิชากระบี่ดาราพร่างพราย งดงาม ทว่าเยือกเย็นและเด็ดขาด ขณะที่ฉินอวี้รุกไล่ด้วยความดุดัน บ้าบิ่น และไร้ซึ่งความปรานี
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วหุบเขา ปราณกระบี่ทั้งสองสายหลอมรวมและห้ำหั่นกันกลางอากาศจนเกิดเป็นพายุหมุนแห่งพลังงานที่ทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ทว่า ในจังหวะที่ฉินอวี้กำลังจะใช้กระบวนท่าสุดท้าย ‘พิฆาตสวรรค์’ เพื่อตัดสินแพ้ชนะ จู่ๆ เลือดสีดำเข้มก็กระอักออกมาจากปากของเขา ร่างกายที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่ง เข่าข้างหนึ่งกระแทกพื้นดินจนแหลกละเอียด พลังปราณในร่างตีกลับอย่างรุนแรงจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
โอกาสนั้นเปิดกว้างสำหรับมู่หรงเซวี่ยแล้ว ปลายกระบี่ ‘ดาราผันแปร’ ของนางหยุดนิ่งอยู่ตรงลำคอของฉินอวี้ ระยะห่างเพียงแค่กระดาษกั้น ความเย็นยะเยือกของคมกระบี่บาดลึกจนมีหยดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา
ทว่า... มู่หรงเซวี่ยกลับไม่ยอมแทงลงไป ดวงตาคู่สวยของนางจ้องมองชายหนุ่มที่ยังคงเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความทระนง ไม่ยอมก้มหัวแม้แต่ในวินาทีแห่งความตาย
“เจ้าแพ้แล้ว ฉินอวี้” เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉินอวี้แย้มยิ้มเยาะหยัน หยดเลือดที่มุมปากทำให้เขาดูราวกับปีศาจผู้สง่างาม “ลงมือสิ... รออะไรอยู่ล่ะ หรือว่ามือของนางเซียนผู้สูงส่ง... สั่นเสียแล้ว?”
มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางกำลังจะดึงกระบี่กลับเพื่อไว้ชีวิตเขา แต่วินาทีนั้นเอง...
“ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ผู้อาวุโยมู่หรง ถึงกับไว้ชีวิตศิษย์ทรยศเชียวหรือ?”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันน่าขนลุกดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ท่ามกลางหมอกหนาที่จู่ๆ ก็ปกคลุมทั่วบริเวณ เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับออร่าพลังปราณขอบเขตราชันย์สวรรค์ที่กดทับลงมาจนฉินอวี้และมู่หรงเซวี่ยต้องเปลี่ยนสีหน้า!
________________________________________
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 3
วิถีกระบี่ที่ไร้ที่ยืน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!