โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนใบไม้แห้งกรอบ ดับมอดซึ่งเปลวเพลิงปราณที่ยังหลงเหลืออยู่ให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีในชั่วพริบตา...
“เจ้าเด็กโง่... ใช้ ‘กระบี่สังหารเทพ’ สังหารมดปลวกพวกนี้ ร่างกายของเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือไม่?”
สุ้มเสียงนั้นเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งพันปี แต่กลับก้องกังวานลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ ฉินอวี้ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเจ้าของเสียง เขายังคงยืนหยัดหลังตรงตระหง่านราวกับยอดเขาโง่น้ำแข็ง แม้กระดูกทั่วร่างจะส่งเสียงลั่นกรอบราวกับใกล้จะแตกสลาย ปราณกระบี่สีครามเข้มยังคงไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจรด้วยความบ้าคลั่ง มันแผดเผาพลาญอายุขัยของเขาเพื่อแลกกับอานุภาพอันไร้เทียมทานเมื่อครู่
ฉินอวี้กระอักโลหิตออกมาอีกคำโต รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างฝืนทน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองซากศพของเหล่ามือสังหารนับร้อยที่เกลื่อนกลาดอยู่รอบกาย ป่าสนพันปีแห่งนี้ยามนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
“มีชีวิตอยู่...?” ฉินอวี้ทวนคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาเปล่งประกายความเย่อหยิ่งท้าทายที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจสยบได้ “ข้าเหยียบย่างเข้ามาในยุทธภพนี้ มิใช่เพื่อมีชีวิตรอดอย่างน่าสมเพช แต่เพื่อเหยียบย่ำกฎเกณฑ์โสมมของพวกฟ้าดินต่างหาก! มดปลวกพวกนี้สมควรตาย... และต่อให้ร่างกายนี้จะต้องแหลกสลายเป็นจุล ฉินอวี้ผู้นี้ก็ไม่เคยเสียดาย!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายหมอกหนาทึบที่เคลื่อนตัวเข้ามาโอบ
ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลนที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในป่าลึก ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดาราครามก็ปรากฏขึ้นราวกับภาพวาด นางมิได้เดิน... แต่เคลื่อนกายผ่านก้าวเดินที่ราวกับไร้น้ำหนัก ทุกย่างก้าวที่ผ่านไป น้ำค้างบนใบหญ้าล้วนแข็งตัวกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าใส
นางคือมู่หรงเซวี่ย ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพร่างพราย ผู้บรรลุวิถีเซียนจนผู้คนในยุทธภพต่างก้มหัวให้ด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง ใบหน้างามล้ำเลิศราวกับเทพเซียนสลักเสลา แต่กลับเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับสตรีที่ตัดขาดจากกิเลสและอารมณ์ทั้งปวงในโลกหล้า ทว่าในยามนี้ ดวงตากลมโตคู่คมกลับทอดมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยประกายความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง
“อวดดี...”
มู่หรงเซวี่ยเอמהด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดุจสายน้ำนิ่งสนิทที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง นางปรายตามองคราบเลือดบนตัวเขา ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ฝักกระบี่สีดำทมิฬที่สั่นสะท้อนอย่างรุนแรงข้างกายฉินอวี้
“กระบี่สังหารเทพ... เป็นศาสตราต้องสาปที่แม้แต่เซียนแท้จริงยังต้องหวาดผวา แต่เจ้ากลับกล้าใช้มันสังหารผู้ฝึกปราณขั้นกระจ้อยร่ำรวยวิชาตื้นเขิน ร่างกายของเจ้าในยามนี้ ต่อให้มีเซียนโอสถมาโปรด ก็ยากที่จะยื้อชีวิตไว้ได้เกินสามวัน”
ฉินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ เขาฝืนดันร่างตนเองให้ยืนหยัดเต็มความสูง แม้เข่าจะสั่นเทาเล็กน้อยแต่แววตากลับไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด “สามวัน? หรือสามปี? มันก็เป็นเรื่องของข้า... ผู้อาวุโสแห่งตำหนักดาราพร่างพรายอย่างท่าน มีเวลาว่างมาสอดส่องชีวิตของศิษย์ทรยศสำนักกระบี่เยือกแข็งอย่างข้าด้วยหรือ? หรือว่า... ท่านกลัวว่าข้าจะตายเร็วกว่าที่จะได้มอบบัญชีแค้นให้สำนักของพวกท่านสะสาง?”
คำพูดเย้ยหยันนั้นคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่ แต่ทว่ามู่หรงเซวี่ยกลับไม่แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ขยับกายเข้าใกล้เขาอีกก้าว กลิ่นอายความเย็นเยือกบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้ากดดันจนบรรยากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง
“เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” มู่หรงเซวี่ยก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นหอมจางๆ ประหลาดคล้ายดอกเหมันต์กลางหิมะลอยแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นคาวเลือด “ข้าเพียงแต่บังเอิญผ่านมา... และรู้สึกเสียดายวิชากระบี่ที่หลงเหลืออยู่ในตัวเจ้า หากคนผู้นั้นยอมละทิ้งศักดิ์ศรีอันไร้สาระนี้เสียหน่อย วิถีเซียนของเจ้าอาจไปได้ไกลกว่าการเป็นแค่โจรป่าผู้โดดเดี่ยว”
“ศักดิ์ศรีอันไร้สาระงั้นรึ?” ฉินอวี้ก้มหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง ดวงตาคมปลาบจับจ้องริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของสตรีผู้เย่อหยิ่ง “สำหรับข้า... ศักดิ์ศรีและการล้างแค้นคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงลมหายใจ หากต้องก้มหัวให้พวกมันเพื่อมีชีวิตรอด สู้ให้ข้าตายตกไปพร้อมกับกระบี่ยังจะดีเสียกว่า!”
สบตากับนัยน์ตาสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไฟแค้น มู่หรงเซวี่ยพลันรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าสายหนึ่งแล่นแปลบผ่านหัวใจที่ด้านชามานับร้อยปี นางไม่เคยถูกผู้ใดต่อปากต่อคำด้วยความอาจหาญเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักต่างก้มหน้ายามอยู่เบื้องหน้านาง มีเพียงบุรุษผู้นี้... บุรุษที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดฝาด แต่กลับเปล่งประกายความทะนงตนออกมาเจิดจ้าเสียจนดวงดาวบนท้องนภาต้องหมองแสง
“เจ้าเด็กโง่เง่า...” มู่หรงเซวี่ยพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเริ่มเข้ามากลืนกินบรรยากาศอันตึงเครียด สายหมอกหนาทึบเบื้องหลังพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท!
*เปรี้ยง—!*
เสียงอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางป่าลึกโดยไม่มีเค้าลางแห่งฝนฟ้า มู่หรงเซวี่ยสะบัดหน้าขวับไปมองความผิดปกตินั้นทันที แววตาเย็นชาพลันหดแคบลงด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
“พวกมัน... ตามมาเร็วกว่าที่คิด” มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเสียงเครียด นางหันกลับมามองฉินอวี้ที่เริ่มเซถลาลง ทันใดนั้น มือเรียวดุจหยกขาวของนางก็ยื่นออกไปคว้าแขนของเขาไว้แน่นโดยไม่ลังเล “หากไม่อยากตายที่นี่ จงหุบปากแล้วตามข้ามา!”
ฉินอวี้ขมวดคิ้วแน่น ปฏิสัญชาตญาณของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนสั่งให้สะบัดมือนั้นทิ้ง แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวสิ่งใด มู่หรงเซวี่ยกลับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาแทบหยุดไหล...
“หรือว่า... เจ้าอยากให้ความลับเรื่อง ‘มารโลหิต’ ในร่างของเจ้า ถูกเปิดเผยให้สำนักกระบี่เยือกแข็งรู้ ณ ตอนนี้กันล่ะ?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับคมกระบี่และสายหมอกนี้นะคะ
กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้มากับสายหมอก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!