กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 1

หิมะสีเลือดบนยอดเขาไร้นาม

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
ความตายมักมาเยือนในยามที่กลิ่นอายโลหิตหอมหวานที่สุด... บนยอดเขาไร้นามซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะสีชาด เม็ดฝนสีเลือดร่วงหล่นปะปนกับเกล็ดน้ำแข็ง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณราวกับโรงเชือดสัตว์อสูรเบื้องล่างขุมนรก พื้นดินสีขาวโพลนถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน ทัศนียภาพรอบด้านเงียบสงัดจนน่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงหยดโลหิตที่ไหลรินจากคมกระบี่เล่มยาว “ฉินอวี้... เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าลงมือกับศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน! เจ้ามันเป็นแค่พวกนอกรีตที่หลงใหลในวิชามาร!” เสียงแหลมสูงที่เจือปนไปด้วยความหวาดกลัวและ ดวงตาของฉินอวี้ทอดมองร่างที่กำลังสั่นเทาของ 'จ้าวเทียน' ศิษย์น้องผู้ร่วมสาบานใต้ร่มธงสำนักกระบี่เยือกแข็งมานานนับสปีด ร่างของอีกฝ่ายคุกเข่าจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้า แขนข้างหนึ่งขาดสะบั้น ปราณแท้จริงในตันtianแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี ทว่าสิ่งที่น่าเวทนายิ่งกว่าความบาดเจ็บทางกายคือแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความโลภอันน่าสมเพช ฉินอวี้ไม่แม้แต่จะชายตามองบาดแผลเหล่านั้น ชายหนุ่มยืนหยัดตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่มีวันสลาย ร่างกายสูงโปร่งสวมชุดคลุมสีขาวเปรอะเปื้อนคราบโลหิต เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงพายุหิมะ ดวงตาคมกริบลึกล้ำดุจหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดยิ้มเยาะหยันฟ้าดิน “นอกรีตงั้นหรือ...” น้ำเสียงของฉินอวี้ราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกเสียจนเกล็ดหิมะรอบกายพลอยแข็งตัวขึ้นไปอีก “จ้าวเทียน... ในวันที่พวกเจ้าแอบลอบวางยาพิษในถ้วยชาของอาจารย์ เพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ พวกเจ้าเคยนึกถึงคำว่า ‘ศิษย์ร่วมสำนัก’้างหรือไม่? ในวันที่พวกเจ้าหักหลังสำนักและขายข่าวลับให้แก่สำนักมารโลหิต พวกเจ้าเคยละอายแก่ใจบ้างไหม?” “น... นั่นมันเป็นเพราะพวกเราจำใจ! เพื่อความอยู่รอดในยุทธภพนี้ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์!” จ้าวเทียนตะโกนลั่น กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกโพ้าง “ถูกต้อง... ผู้แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์” ฉินอวี้ทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอ ทว่าไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเย้ยหยันต่อโชคชะตา “เช่นนั้นวันนี้... ในฐานะผู้แข็งแกร่งกว่า ข้าจะ ‘กำหนด’ จุดจบให้พวกเจ้าเอง” สิ้นเสียง... วิญญาณกระบี่ในร่างของฉินอวี้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง! เคล็ดวิชากระบี่สังหารเทพ! วิชาต้องห้ามที่สวรรค์สาปแช่ง มันคือวิชาที่แลกมาด้วยอายุขัยและจิตวิญญาณของผู้ใช้ ทุกครั้งที่ชักกระบี่ออกจากฝัก โลหิตในกายจะเดือดพล่านราวกับถูกไฟนรกแผดเผา ความเจ็บปวดเสียดแทงลึกถึงไขกระดูก ทว่าฉินอวี้ไม่เคยส่งเสียงร้องคร่ำครวญ ชายหนุ่มกลับเชิดหน้าขึ้นท้าทายผืนฟ้า ความทะนงตนนี้ต่อให้เป็นทัณฑ์สวรรค์ก็มิอาจบดขยี้ให้ก้มหัวลงได้! *ฉึบ!* ประกายกระบี่สีเงินยวงทอประกายเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของพายุหิมะ รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด รุนแรงดุจมหาสลักถล่มทลาย จ้าวเทียนยังไม่ทันได้เปล่งเสียงกรีดร้อง ร่างกายก็ถูกแบ่งออกเป็นสองซีกในพริบตา โลหิตพวยพุ่งย้อมแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีแดงฉานดั่งภาพวาดพู่กันจีนที่ถูกแต่งแต้มด้วยความตาย ความตายมาเยือนอย่างเงียบงัน... ร่างของศิษย์ทรยศล้มลงจมกองเลือดอย่างไร้ลมหายใจ ฉินอวี้ทรุดตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกซ้าย ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงถนัดตา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายตามขมับ ลมหายใจติดขัด วิชากระบี่สังหารเทพกำลังกัดกินอายุขัยของเขาอย่างรวดเร็ว การสังหารคนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกยินดีแม้แต่น้อย มีแต่ความว่างเปล่าและความจริงอันโหดร้ายที่ว่า— *เขาได้กลายเป็นศัตรูของยุทธภพไปเสียแล้ว* การทรยศสำนักกระบี่เยือกแข็งไม่ใช่เรื่องเล็ก ในไม่ช้า ยอดฝีมือทั้งร้อยแปดสำนักจะยกพลมาล่าตัวเขา แต่ทว่า... ชายหนุ่มหาได้หวั่นเกรงไม่ ดวงตาคู่คมยังคงทอประกายดุดันและมั่นคงในวิถีทางของตนเอง หากฟ้าดินไม่ยอมรับเขา เช่นนั้นเขาก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ... แหวกฟ้าแหวกดินสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาเอง! ในจังหวะที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม ท่ามกลางซากศพและกลิ่นอายโลหิตที่คละคลุ้ง *เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...* เสียงฝาดเท้าเหยียบย่ำลงบนผืนหิมะดังขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานลึกลงไปในจิตวิญญาณของฉินอวี้ราวกับเสียงระฆังแห่งความตาย ฝีเท้านั้นช้าทว่ามั่นคงอย่างยิ่ง ไม่มีร่องรอยของการเร่งรีบ มีเพียงกลิ่นอายอันสูงส่งบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมา กดทับบรรยากาศรอบด้านให้หยุดนิ่ง ราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง ฉินอวี้ขมวดคิ้วแน่น ฝืนพยุงร่างที่สะบักสะบอมด้วยลมปราณอันน้อยนิด ชักกระบี่ในมือขึ้นตั้งรับ หันขวับไปมองยังที่มาของเสียง ผ่านม่านหิมะสีขาวโพลนและละอองเลือดที่ยังคงโปรยปราย ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ นางสวมอาภรณ์ยาวสีฟ้าครามปักลวดลายดาราพร่างพราย เส้นผมสีเงินยวงยาวสยายคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่าความงามนั้นกลับเย็นชาเสียจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองตรงๆ ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง นางคือ ‘มู่หรงเซวี่ย’ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดาราพร่างพราย ผู้ที่ชาตินี้ไม่เคยชายตามองชายใด และเป็นผู้ที่ยุทธภพขนานนามว่า ‘นางเซียนผู้ดับสูญดารา’ เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ ยอดเขาไร้นามแห่งนี้? หรือนางจะมาเพื่อเด็ดหัวศิษย์ทรยศเช่นเขาตามคำสั่งของชาวยุทธ? ฉินอวี้กำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว ปราณกระบี่เฮือกสุดท้ายถูกรีดเร้นออกมาเตรียมปะทะ แม้ร่างจะใกล้แหลกสลาย แต่วิญญาณแห่งความทะนงตนไม่มีวันยอมจำนน มู่หรงเซวี่ยหยุดฝีเท้าลงห่างจากเขาเพียงสามก้าว ดวงตาดั่งห้วงดาราคู่นั้นกวาดมองซากศพโดยรอบ ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดและคราบโลหิตบนริมฝีปากของฉินอวี้ ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสองชั่วอึดใจ... ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบราวกลีบเหมันต์ของนางเซียนผู้เยือกเย็น จะขยับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนถึงกับกระตุกวูบ “เจ้าเด็กโง่... ใช้ ‘กระบี่สังหารเทพ’ สังหารมดปลวกพวกนี้ ร่างกายของเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือไม่?” -------------------------------------------------- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%