กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 19

คมกระบี่บาดลึกกลางใจ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียง “ติ๋ง… ติ๋ง…” ดุจเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย “ฉินอวี้… เจ้ากล้าลงมือกับข้าผู้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายมาสิบปีรึ?” น้ำเสียงของไป๋ชิงหรานเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยยิ้มหยัน ปลายกระบี่ในมือของเขาอาบย้อมด้วยไอพิษสีม่วงคล้ำ ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ ขณะที่กระบี่เล่มยาวของฉินอวี้จดจ่ออยู่ที่กลางหัวใจของเขาพอดี รอบกายของคนทั้งสองคือซากปรักหักพังของตำหนักดาราพร่างพราย อณูพลังปราณปั่นป่วนจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นริ้วรอยสีดำ ท่ามกลางลมพายุที่โหมกระหน่ำ มู่หรงเซวี่ยยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหลัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต ดอกบัวน้ำแข็งเก้าชั้นที่เคยหมุนวนปกป้องร่างนางบัดนี้แตกสลายกลายเป็นละอองแสงโปรยปรายราวกับหิมะโปรยในยามวิกาล “สหายรึ?” ฉินอวี้แค่นหัวเราะ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลังดุจหินผาที่ถูกคลื่นลมซัดสาดมานับหมื่นปี ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่เยือกแข็งจับจ้องไปยังชายผู้เป็นสหายสนิท “คนที่แทรกซึมค่ายกลปกป้องตำหนัก และส่งข่าวลับให้สำนักกระบี่เยือกแข็งมาสังหารนาง… มิใช่เจ้าหรอ?” ไป๋ชิงหรานสะดุ้งเฮือก รอยยิ้มบิดเบี้ยวปรากฏบนใบหน้าซีดเผือด “ฮ่าๆๆ… ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เหตุใดจึงยังลังเล? หญิงผู้นั้นคือ ‘นางเซียนผู้ดับสูญดารา’ ผู้ทรยศต่อวิถีเซียน! การที่นางร่วมมือกับเจ้า พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน มันคือภัยพิบัติของยุทธภพ!” ฉินอวี้ไม่ตอบคำถามนั้น นิ้วมือที่กำด้ามกระบี่สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะ ‘เคล็ดกระบี่สังหารเทพ’ ในร่างกำลังแผดเผาชีพจรของเขาจนแหลกสลาย การฝืนใช้พลังระดับนี้แลกมาด้วยอายุขัยที่สั้นลงทุกวินาที แต่วิญญาณและทิฐิของเขาไม่อนุญาตให้ผู้ใดแตะต้องสตรีที่อยู่เบื้องหลังแม้แต่ปลายเส้นผม “ข้าไม่สนใจว่าฟ้าดินจะพิพากษานางเช่นไร…” ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่น่าสะพรึงกลัว “แต่ผู้ใดที่ชักกระบี่ใส่ mู่หรงเซวี่ย… ผู้นั้นต้องดับสูญ” ฉึบ! เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังขึ้นพร้อมกับประกายกระบี่สีครามที่สว่างวาบดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว ฉินอวี้สะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว โลหิตสีดำทะลักทลายออกจากอกของไป๋ชิงหราน ดวงตาของอดีตสหายรักค่อยๆ เบลอเลือนและไร้ซึ่งประกายแสง ร่างนั้นทรุดฮวบลงกระแทกพื้นศิลา จมกองเลือดของตนเองโดยไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องสุดท้าย ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบด้านทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของฉินอวี้ที่พยายามกดข่มกระแสลมปราณย้อนกลับในร่าง มู่หรงเซวี่ยก้าวเท้าเข้ามาอย่างแผ่วเบา นางมองร่างที่ไร้ลมหายใจของไป๋ชิงหรานด้วยแววตาซับซ้อน ไอเย็นยะเยือกที่เคยแผ่ออกจากกายนางบัดนี้อ่อนแสงลงหลงเหลือเพียงความเปราะบางที่หายากยิ่งสำหรับ ‘นางเซียน’ ผู้สูงส่ง “เจ้า… ทำเกินไปแล้ว” มู่หรงเซวี่ยเอמהกระซิบ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ปลายเรียวนิ้วสัมผัสที่แขนเสื้อของฉินอวี้ “เพื่อข้า… เจ้าถึงกับลงมือสังหารคนที่เติบโตมาด้วยกัน… เจ้ากลายเป็น ‘มารกระบี่’ ในสายตาของสำนักไปเสียแล้ว” ฉินอวี้หันกลับมามองนาง แววตาที่เคยมืดมนและดุดันกลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาด เขายกมือขึ้นเช็ดคราบโลหิตบนแก้มให้นางอย่างทะนุถนอม แม้ปลายนิ้วของเขาจะเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง แต่วิญญาณภายในกลับร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่ง “มารกระบี่หรือ?” ฉินอวี้มุมปากยกยิ้มอย่างหยิ่งทะนง “หากการปกป้องเจ้าหมายถึงการเป็นศัตรูกับฟ้าดินและยุทธภพทั้งมวล… ต่อให้ต้องถือกระบี่ฆ่าล้างสำนักสวรรค์ ข้าก็หาได้หวั่นเกรงไม่” หัวใจของมู่หรงเซวี่ยกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างไหลทะลักเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณที่ด้านชามานับพันปี นางเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดผู้บรรลุวิถีเซียนขั้นสูง เหตุใดจึงต้องมาพ่ายแพ้ให้กับความอบอุ่นอันดุดันและดื้อรั้นของบุรุษผู้นี้? ทว่า… ก่อนที่คนทั้งสองจะได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกบนท้องฟ้าม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากเบื้องบนจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ก๊าซซซ—! เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจฟ้า ท้องฟ้าที่เคยถูกย้อมด้วยสีครามยามสนธยาบัดนี้เปิดออกเผยให้เห็น ‘ดวงตาสวรรค์’ สีทองอร่ามขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมายังพวกเขาราวกับมดปลวก “นั่นมัน… ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า!” มู่หรงเซวี่ยหน้าถอดสี ร่างกายเซถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตื่นตระหนก “พวกเขาใช้ค่ายกลบรรพกาลเรียกทัณฑ์สวรรค์มาลงทัณฑ์พวกเราแล้ว!” ฉินอวี้เงยหน้าขึ้นมองดวงตาสวรรค์บนฟ้า รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขากระชับกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณทั่วร่างระเบิดออกเป็นเสาแสงสีขาวโพลนพุ่งทะยานเสียดฟ้าท้าทายอำนาจเบื้องบน “ฟ้าดินต้องการชีวิตข้ากับเจ้างั้นรึ?” ฉินอวี้แค่นเสียงหัวเราะก้องกังวาน ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาวบนนภา “ดี! วันนี้ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้… ผ่าดวงตาสวรรค์ให้ดู!” ทันใดนั้นเอง เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบเบื้องหน้าพวกเขา รัศมีพลังปราณอันไร้ขอบเขตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิลดฮวบถึงขีดสุด บุคคลผู้นั้นสวมหน้ากากเงินลายพรายดาว พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉินอวี้และมู่หรงเซวี่ยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เกรงว่าเจ้ายังต้องผ่านกระบี่เล่มนี้ของข้าเสียก่อน… ศิษย์น้องทรยศ” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งการทรยศและลิขิตสวรรค์มากับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%