กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมอำพันราคาแพงระยับลอยอบอวลจนน่าเวียนหัว รินยืนกอดอกนิ่งอยู่กลางห้องรับแขกสไตล์วินเทจของคฤหาสน์ศิลา สายตาคมกริบมองผู้หญิงแปลกหน้าที่ถือวิสาสะก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ หล่อนสวมชุดเดรสผ้าไหมสีเขียวมรกตขับผิวให้ดูโดดเด่น ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี แต่แววตากลับจิกกัดและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองอย่างปิดไม่มิด
“แปลกดีแท้... นึกว่าคุณศิลาจะรสนิยมสูงกว่านี้ เสียแรงที่ฉันเคยคิดว่าเขาฉลาด”
น้ำเสียงแหลมสูงแต่จงใจดัดให้ทุมนุ่มเอื้อiนเอ่ยขึ้น พร้อมกับเดินสำรวจรินหัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์เหมือนกำลังมองสินค้ามีตำหนิ
รินไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย มุมปากสวยยกยิ้มเยาะขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขัน เธอคลายอ้อมแขนออกแล้วหย่อนตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาตัวยาวอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าเธต่างหากที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ตัวจริง
“ถ้าคุณหมายถึงรสนิยมในการเลือกคบคน... ฉันก็คิดว่าคุณศิลาตาถึงไม่น้อยเหมือนกัน อย่างน้อยเขาก็คัดกรองคนออกไปได้เยอะ จนเหลือแต่พวกที่ยังมูฟออนไม่ได้ต้องตามมาเห่าหอนถึงบ้านนี่แหละครับ เอ้ย... ถึงที่นี่แหละค่ะ... อุ๊ย ขอโทษที พอดีฉันติดพูดตามสันดานดิบของคนประเภทเดียวกัน” รินจงใจแซะด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมจนอีกฝ่ายหน้าชา
“นี่เธอ!”
มัทนา หรือ ‘มัด’ อดีตคู่หมั้นที่ถูกศิลาเขี่ยทิ้งอย่างไรเยื่อใย กรีดเสียงร้องออกมาด้วยความโกรธจัด ใบหน้าที่เคยเรียบเนียนบิดเบี้ยวด้วยความโมโหจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ หล่อนก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดโซฟา มือเรียวยาวสั่นเทด้วยความแค้น “ปากดีนักนะ! คิดว่าเกาะศิลาแล้วจะบินสูงได้นานแค่ไหนเชียว? เธอก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่เขาใช้แก้เบื่อและใช้ยันต์กันผีจากคุณหญิงรดาก็เท่านั้นแหละ อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย!”
รินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความท้าทายที่ร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเปลวเพลิง
“จะเป็นหมากหรือเป็นอะไร... มันก็เรื่องของฉันกับเขาครับ แต่ที่แน่ๆ ต่อให้ฉันจะเป็นแค่ตัวตลกในสายตาคุณ อย่างน้อยศิลาก็ไม่เคยวิ่งแจ้นกลับไปหาอดีตที่เน่าหนอนอย่างคุณก็แล้วกัน” รินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากท่าทีนิ่งสงบแต่เฉียบขาดทำให้มัทนาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “เชิญทางออกอยู่ทางนู้นนะครับ พอดีอากาศในห้องนี้เริ่มหายาก เพราะมีคนเอาความอิจฉาริษยามาปล่อยไว้จนออกซิเจนหมดห้อง”
“ปากดีแบบนี้ ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ริน... ศิลาไม่ได้รักใครจริงหรอก เขามีแต่ความแค้นฝังหุ่น และผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาใกล้เขา... จุดจบไม่เคยสวยสักคน!” มัทนาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความอาฆาตมาดร้าย ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
“ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะครับ แต่พอดีฉันเป็นคนชอบลองของแปลก... ยิ่งคำสาปหรือความแค้นอะไรนั่น ฉันยิ่งอยากรู้นักว่ามันจะเผาผลาญฉันได้สักกี่น้ำ”
บรรยากาศในห้องคุกรุ่นจนแทบมีประกายไฟแลบแปลบปลาบ ทั้งสองจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มัทนากัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความเจ็บใจ หล่อนปัดกระเป๋าถือแบรนด์เนมในมือกระแทกกับโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดเตรียมหันหลังเดินหนีด้วยความแค้นเคือง
ทว่า... ในวินาทีที่มัทนาหมุนตัวจะก้าวเท้าออกไป ประตูห้องรับแขกบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้สัญญาณเตือน
ร่างสูงโปรดของศิลายืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งขรึมและเย็นชาจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้หญิงทั้งสองคนสลับกันช้าๆ บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบราวดิ่งลงติดลบ อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็นเมื่อสายตาสีดำสนิทคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของมัทนา
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามาเหยียบที่นี่... มัทนา”
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่กลับทรงพลังและกดดันเสียจนคนฟังแทบหยุดหายใจ มัทนาหน้าถอดสีทันที หล่อนหันกลับไปมองศิลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
“ศิลา... มัดแค่... มัดแค่แวะมาดูว่าคุณโดนผู้หญิงหน้าเงินนี่หลอกหรือเปล่า ผู้หญิงคนนี้มันไม่ได้หวัง—”
“กลับไปซะ” ศิลาตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว และไร้เยื่อใยสิ้นเชิง เขาก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาในห้อง ร่างสูงใหญ่ยืนบังรินไว้ครึ่งตัวโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะปรายตามองอดีตคู่หมั้นด้วยแววตาดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง “และอย่าให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง... ว่าอย่าล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของฉันอีก”
มัทนาเม้มปากแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและเจ็บปวด หล่อนมองศิลาที่ยืนเคียงข้างรินด้วยสายตาอาฆาตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างเสียหน้า เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังถี่รัวจนกระทั่งเงียบหายไปในความมืดของโถงทางเดิน
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกชั่วขณะ รินถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังจะเดินหนีขึ้นชั้นบนเพื่อตัดรำคาญ แต่ข้อมือเรียวกลับถูกมือหนาคว้าหมับไว้เสียก่อน แรงดึงที่ไม่มากไม่น้อยทำให้เธอต้องเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของอีกฝ่ายอย่างจัง
ศิลาก้มมองคนอวดดีที่เมื่อครู่ยังปากเก่งเถียงฉอดๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวของรินลอยเข้าจมูกปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกาย มือหนาเลื่อนขึ้นโอบกระชับเอวบางไว้แน่น ราวกับต้องการแสดงความเป็นเจ้าของและยืนยันอาณาเขตของตัวเอง
“ปากเก่งนักนะ... เมื่อกี้ยังเห็นไล่คนอื่นไฟแลบอยู่เลย” ศนิลาก้มกระซิบชิดริมหีบปากอิ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนจนรินต้องเสหน้าหนีด้วยความประหม่า
“ปล่อยเลยนะ... ฉันแค่ช่วยเคลียร์ขยะให้คุณต่างหาก ไม่เห็นต้องมาทำเป็นรุ่มร่ามเลย” รินพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่ศิลากลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
“ขยะฉันจัดการเองได้... แต่คนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวแบบเธอเนี่ย... สงสัยต้องหาทางลงโทษให้เข็ดหลาบเสียหน่อยแล้วมั้งครับ”
ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกริบฉายประกายความคลั่งรักและดุดันปะปนกันจนน่ากลัว รินใจเต้นรัวแรงขึ้นทุกขณะจนแทบหลุดออกมานอกอก สติที่เคยมีเริ่มกระเจิดกระเจิงไปกับเคมีร้อนแรงที่แผ่ซ่านมาจากตัวเขา
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของชายหนุ่มจะทาบทับลงมา เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ศิลาชะงัก รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทั้งคู่หันขวับไปมองต้นตอของเสียงพร้อมกัน และภาพที่สะท้อนผ่านกระจกใสนั้น... ทำให้เลือดในกายของศิลากลายเป็นน้ำแข็งไปชั่วขณะ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดระทึกใจในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล•ตอนที่ 38
รินไม่ยอมก้มหัว
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!