กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล•ตอนที่ 16

ความลับที่ซ่อนใต้พื้นไม้

ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
กลิ่นอับของกาลเวลาและฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในแสงสว่างสลัวจากไฟฉาย ไม่ได้ทำให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... ระยะห่างเพียงคืบเดียวในซอกมุมแคบหลังตู้หนังสือโบราณของคฤหาสน์ศิลา กลับทำให้จังหวะการหายใจของรินติดขัดยิ่งกว่าการวิ่งมาราธอน "ถ้าคุณยังเอาแต่ใช้สายตาจับผิดผม แทนที่จะช่วยสำรวจพื้นไม้ตรงนั้น ผมเกรงว่าเราคงไม่ได้อะไรนอกจากหยากไย่ติดผมกลับไปนะครับ คุณริน" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นเหนือศีรษะ ศิลาขยับตัวเข้ามาชิดอีกนิดเพื่อบังร่างของเธอไม่ให้พ้นจากเงาสลัว การกระทำที่ดูเหมือนปกป้องแต่ก็คุกคามในเวลาเดียวกัน ทำให้รินต้องรีบกอบโกยสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา แล้วเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาคมกริบในความมืด "ฉันไม่ได้มองคุณเสียหน่อย ศิลา... ฉันแค่กำลังประเมินว่าโครงสร้างไม้ผุๆ นี่ จะรับน้ำหนักความปากดีของคุณไหวหรือเปล่าต่างหาก" รินสวนกลับทันควัน พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกที่แล่นพล่านในอกด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน "อีกอย่าง มือของคุณ... ช่วยขยับออกห่างจากเอวฉันสักสองเซนติเมตรได้ไหมครับ เอ๊ย... ได้ไหมคะ คุณชาย? ฉันว่ามันเกินหน้าที่ผู้ช่วยค้นหาความลับไปหน่อยนะ" ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มพร่าและสั่นระริกอยู่ใกล้ซอกคอของเธอจนรินต้องเผลอกลั้นหายใจ "ผมเป็นคนมือไวใจเร็วแบบนี้เสมอแหละครับ โดยเฉพาะเวลาที่มีคนปากเก่งมาท้าทายอำนาจมืดของตระกูลผม... แต่เอาเถอะครับ เรามาเข้าเรื่องกันก่อนที่คนของคุณหญิงรดาจะเดินตรวจมาถึงโซนนี้ดีกว่า" นิ้วเรียวยาวของศิลาละออกจากเอวสอบของเธอ ก่อนจะกดลงไปที่รอยต่อของแผ่นไม้สักทองโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้พรมทอเปอร์เซียผืนหนา ทันทีที่แรงกดน้ำหนักตัวของเขาประสานเข้ากับกลไกซับซ้อน เสียงกริ๊กเบาๆ ก็ดังขึ้นสะท้อนก้องในความเงียบ พื้นไม้บริเวณนั้นทรุดตัวลงต่ำอย่างนุ่มนวล เผยให้เห็นช่องว่างมืดสนิทที่ส่งกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นกระดาษเก่าโชยออกมาเตะจมูก รินเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง สัญชาตญาณนักเอาตัวรอดบอกให้เธอย่อตัวลงส่องไฟฉายสำรวจทันที "ช่องลับจริงๆ ด้วย... คุณรู้อยู่แล้วสินะ?" "ถ้าผมรู้ทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์หลังนี้ ผมคงไม่ต้องพาคุณมาเสี่ยงอันตรายด้วยหรอกครับ" ศิลาย่อกายลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างเธอ ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับไหล่ของเธออย่างแนบชิด ความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มตัดกับความเย็นเยียบของคฤหาสน์เก่าได้อย่างชัดเจน "แต่ผมรู้ว่า บรรพบุรุษตระกูลศิลามักซ่อนความอับอายเอาไว้ในจุดที่คาดไม่ถึงที่สุดเสมอ... เช่นเดียวกับความลับที่ป้าของผมพยายามปกปิด" รินส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาหนึ่งที แม้ในใจจะยอมรับว่าสมองอันปราดเปรื่องของชายหนุ่มคนนี้พึ่งพาได้เสมอในยามวิกฤต เธอใช้ด้ามไฟฉายเขี่ยหยากไย่ออกจากปากทางเข้า ก่อนจะตัดสินใจหย่อนขาลงไปในความมืดเบื้องล่าง "งั้นก็ตามฉันมา... อย่ามัวแต่ยืนหล่อให้ผมฟุ้งอยู่ตรงนั้นเลย คุณชาย" ภายในห้องลับใต้พื้นไม้ไม่ได้กว้างขวางนัก มันเป็นเพียงห้องใต้ดินขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บเอกสารสำคัญ ผนังอิฐเปลือยชื้นแฉะและมีคราบเกลือขึ้นประปราย ทว่ากลางห้องกลับมีโต๊ะไม้ตัวเล็กตั้งอยู่ บนนั้นไม่มีอะไรเลย... ยกเว้นสมองและหัวใจที่กำลังเต้นเร่าด้วยความระทึก รินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้น แสงไฟจากไฟฉายสาดส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นเดียวที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนพื้นผิวไม้ที่ฝุ่นเกาะหนา... สมดุลปกหนังแท้สีดำสนิทที่ขอบมุมเริ่มเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา ตรงกลางปกมีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลศิลาที่ถูกตอกย้ำด้วยรอยกรีดลึกราวกับต้องการทำลายล้างบางสิ่ง "สมุดบันทึก..." รินพึมพำเบาๆ มือเรียวยื่นออกไปหมายจะหยิบมันขึ้นมา แต่ศิลากลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดทำให้รินสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปมองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ "ทำไมล่ะ? กลัวฉันจะขโมยสมบัติประจำตระกูลคุณหรือไง?" "เปล่าครับ..." ศิลาตอบเสียงเครียบ แววตาคมกริบที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องใต้ดินราวกับกำลังประเมินภัยคุกคาม "ผมแค่รู้สึกว่า... บรรยากาศมันเงียบผิดปกติ และสมุดเล่มนั้น อาจมีบางอย่างที่เราไม่ควรเห็น... แต่ดันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรู้" รินขมวดคิ้วมุ่น แม้จะปากร้ายใส่กันตลอดเวลา แต่ความจริงจังในน้ำเสียงของศิลาทำให้เธอยอมชักมือกลับแล้วพยักหน้ารับช้าๆ "ถ้าอย่างนั้น... เปิดมันพร้อมกันครับ คุณชาย" ศิลากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะใช้มือหนาสวมถุงมือผ้าที่หยิบติดมือมาด้วยพลิกเปิดปกสมุดบันทึกเก่าแก่เล่มนั้นออก แสงไฟฉายสาดส่องลงบนหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ ที่เต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคม และข้อความที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงเข้มราวกับหยดเลือด บรรทัดแรกที่ปรากฏแก่สายทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก: *‘วันที่ 14 ตุลาคม... ความลับของตระกูลศิลาไม่ได้ถูกกักขังไว้ที่คำสาป แต่ถูกฝังไว้ด้วยน้ำมือของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และศพแรกที่พวกมันช่วยกันซ่อน... ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่คือคนที่กำลังยืนอ่านบันทึกเล่มนี้ในอนาคต’* ยังไม่ทันที่รินจะได้วิเคราะห์ข้อความชวนขนหัวลุกนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งกรูหลายคู่ก็ดังขึ้นจากชั้นบน... ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูห้องหนังสือที่ดังสนั่นหวั่นไหว และเสียงตะคอกที่จำได้แม่นว่าคือใคร "ศิลา! แกสองคนอยู่ในนั้นใช่ไหม? เปิดประตูเดี๋ยวนี้!" เสียงของคุณหญิงรดาแหลมสูงและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดทะลุพื้นไม้ลงมา ศิลาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยอัตโนมัติ ร่างหนากางบังร่างของรินไว้ด้านหลังทันที สายตาคมกริบมองไปยังบันไดทางขึ้นด้วยประกายตาดุดันราวกับพญาเสือที่ถูกต้อนจนมุม มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือรินไว้แน่นด้วยแรงบีบที่ส่งผ่านความมั่นคง รินเงยหน้ามองสันกรามคมคายที่ตึงเครียดของชายหนุ่ม หัวใจเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัวคุณหญิงรดา แต่เป็นเพราะระยะประชิดและกระแสอารมณ์อันดุเดือดที่กำลังปะทุขึ้นในสถานการณ์อันตราย "ดูท่าทาง... เราจะหมดเวลาหวานกันแล้วล่ะครับ คุณริน" ศิลาหันมาสบตาเธอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นท่ามกลางวิกฤต "ถ้าเราต้องตายด้วยความลับนี้... ผมขอสารภาพก่อนตายได้ไหมครับว่า..." "เก็บคำหวานของคุณไว้พูดตอนที่เรายังมีลมหายใจเถอะครับ คุณชาย!" รินตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบคมแต่แววตากลับสั่นไหว ก่อนที่เธอจะกระชากสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาแนบอก แล้วดึงมือเขาให้วิ่งไปที่มุมมืดอีกด้านของห้องใต้ดินทันที -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกและหัวใจเต้นแรงไปกับตัวละครในตอนนี้ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%