"บอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ได้สนใจเรื่องของคุณกรณ์อะไรนั่นสักหน่อย!"
เสียงทุ้มหวานของฉันแหวใส่หน้าจอโทรศัพท์มือถือจนแทบจะทะลุผ่านลำโพงออกไปกระแทกหน้าคนพูดที่อยู่อีกฝั่งของห้องข้างๆ ให้รู้แล้วรู้รอด ข้อความแชตหน้าตาเฉยเมยของนายธันวาที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ก่อนหน้านี้ ยังคงค้างคาอยู่บนหน้าจอ สร้างความหงุดหงิดระคนหมั่นไส้จนพิมพ์ชนกคนนี้แทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นห้องให้รู้แล้วรู้รอด
ให้ตายเถอะค่ะ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมสถาปนิกปากแจ๋วข้างห้องถึงได้ขยันเข้ามามีอิทธิพลกับความรู้สึกของฉันนักนะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราเพิ่งจะเปิดศึกปะทะคารมกันเรื่องแบบแปลนอาคารสำนักงานไปหมาดๆ แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่ทำให้สมองอันปราดเปรื่องของดีไซเนอร์สาวอย่างฉันปั่นป่วนจนทำงานต่อไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ท้องร้องโครกคราประท้วงขึ้นมาเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าฉันไม่ได้ตกถึงท้องมาตั้งแต่เที่ยงวัน เพราะมัวแต่หัวปั่นอยู่กับกองเอกสารและสายตาเจ้าเล่ห์ของรุ่นพี่อย่างคุณกรณ์ที่แวะเวียนมาป้วนเปี้ยนแถวโต๊ะทำงานบ่อยเกินความจำเป็น จนธันวาต้องส่งสายตาพิฆาตส่งตรงมาจากระเบียงห้องข้างๆ แทบทุกครั้ง
ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานสีขาวกับกางเกงสแลคเข้ารูปถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คว้ากระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือเดินดุ่มๆ ออกมาจากห้องพักด้วยความหิวโซ เป้าหมายคือร้านอาหารตามสั่งใต้ตึกที่เปิดดึกดื่นและขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยแซ่บเผ็ดร้อนสะใจ เพื่อจะเยียวยากระเพาะอาหารที่กำลังประท้วงและสมองที่เริ่มรวนเร
บรรยากาศยามค่ำคืนของร้านอาหารข้างตึกค่อนข้างคึกคักไปด้วยผู้คนและกลิ่นหอมฟุ้งของพริกกระเทียมที่ลอยเตะจมูก ฉันเลือกโต๊ะมุมในสุดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว หยิบเมนูขึ้นมาพลิกดูอย่างขอไปทีด้วยความหิว ก่อนจะเอ่ยปากสั่งเมนูโปรดกับพนักงาน
"เอาต้มยำกุ้งน้ำข้นกับกะเพราหมูสับไข่ดาวค่ะ เผ็ดกลางนะคะ"
"รับเครื่องดื่มอะไรเพิ่มไหมคะคุณสถาปนิกคนสวย?"
เสียงทุ้มกวนประสาทที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมาจากโต๊ะข้างๆ ก่อนที่พนักงานจะทันได้เดินไปไหน ร่างสูงโปรดในเสื้อยืดสีดำตัวเก่งกับกางเกงยسمเซอร์ๆ ของชายหนุ่มผู้สร้างความปั่นป่วนให้ฉันตลอดสามวันที่ผ่านมา หย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่หน้าตาเฉย ราวกับว่าที่ตรงนั้นถูกจองไว้แล้ว
ฉันหันขวับไปมองค้อนวงใหญ่ใส่ทันที "ใครอนุญาตให้นั่งคะคุณธันวา ร้านนี้ไม่ได้มีโต๊ะคุณจองไว้สักหน่อย แล้วอีกอย่าง... ตามฉันมาเหรอ?"
ธันวายิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยประกายความขี้เล่นที่เห็นแล้วอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว "เปล่าสักหน่อย ผมก็แค่หิวเหมือนกัน แล้วบังเอิญ... หูทิพย์ได้ยินเสียงกระเพาะใครบางคนมันร้องดังข้ามกำแพงห้องมาต่างหากล่ะครับ"
"ปากเสีย!" ฉันค้อนให้อีกวงใหญ่ พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นด้วยความหมั่นไส้
ไม่นานนัก อาหารที่สั่งก็ถูกลำเลียงมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมฉุยของกะเพราหมูสับไข่ดาวกรอบนอกนุ่มในลอยเข้าจมูกจนน้ำลายสอ ทว่าความสุขในการกินของฉันกำลังจะถูกทำลายลงในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อสถาปนิกหนุ่มข้างกายยื่นตะเกียบมาคีบกุ้งตัวโตจากชามต้มยำของฉันไปหน้าตาเฉย
"เฮ้! นั่นกุ้งฉันนะคะ!" ฉันโวยลั่น ชักชามต้มยำหนีแทบไม่ทัน
"แบ่งกันกินสิครับคุณพิมพ์ชนก จะหวงไปทำไม หมูสับในจานผมยังแบ่งให้คุณตักกินได้เลย" ธันวาว่าหน้าตาเฉย พร้อมกับตักหมูสับราดข้าวพูนๆ ส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิดแล้วเอ่ยวิจารณ์เสียงดังฟังชัดจนโต๊ะข้างๆ หันมามอง
"พูดก็พูดเถอะ ร้านนี้น่ะฝีมือตกนะผมว่า ต้มยำรสชาติจัดจ้านไปหน่อย ขาดความกลมกล่อม... สู้ฝีมือคนที่บ้านผมไม่ได้หรอก"
ฉันหรี่ตามองเขาด้วยความไม่เชื่อหู "ห๊ะ? ร้านนี้ได้มิชลินบิ๊บกูร์มาสามปีซ้อนนะคะคุณธันวา ประสาทลิ้นคุณมีปัญหาหรือเปล่า ถึงบอกว่ารสชาติไม่ดี"
"อ้าว เถียงหรอครับคุณดีไซเนอร์ นี่แหละที่เขาเรียกว่ารสชาติแบบคนไม่มีความรัก ถึงลิ้นรับรสเพี้ยน" ธันวาแกล้งทำเสียงล้อเลียน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนฉันต้องเอนตัวหนีแทบไม่ทัน "เชื่อผมเถอะว่าต้มยำถ้วยนี้จืดสนิท ถ้าเทียบกับความรู้สึกที่คุณมีให้ผมตอนนี้"
ให้ตายเถอะ! ผู้ชายคนนี้หาจังหวะหยอดคำหวานเลี่ยนๆ ได้หน้าตาเฉยตลอดเวลาจริงๆ
"คุณธันวา! หยุดพูดจาเพ้อเจ้อแล้วกินข้าวเงียบๆ ไปเลยนะ ไม่เช่นนั้นฉันจะย้ายโต๊ะหนีคุณจริงๆ ด้วย!" ฉันแหวใส่หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ความเผ็ดของต้มยำหรือเพราะความเขินระคนหมั่นไส้คำพูดกำกวมของคนตรงข้ามกันแน่
บรรยากาศการโต้เถียงเรื่องรสชาติอาหารดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ เสียงหัวเราะและเสียงบ่นง้องแง้งดังประสานกันจนกลบเสียงรอบข้าง จนกระทั่งคนในร้านเริ่มหันมามองด้วยรอยยิ้มเอ็นดูในเคมีคู่กัดของเราสองคน
ฉันก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว มือเรียวกำช้อนแน่นในขณะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด ท่ามกลางความวุ่นวายของร้านอาหารข้างตึกแห่งนี้ ความอบอุ่นแปลกๆ กำลังแผ่ซ่านเข้ามาในอกทีละน้อย โดยมีสายตาพราวระยับของสถาปนิกปากแจ๋วคอยมองสำรวจทุกอิริยาบถราวกับจะอ่านใจฉันให้ทะลุปรุโปร่ง
และในจังหวะที่ฉันกำลังจะเงยหน้าขึ้นไปต่อว่าเขาเรื่องที่แอบตักไข่ดาวไปกินอีกครึ่งซีก เสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
*Ping!*
ฉันก้มลงมองหน้าจอ เป็นข้อความจากแอปพลิเคชันแชต... แต่ไม่ใช่จากกลุ่มงาน และไม่ใช่จากคุณกรณ์
ธันวากดโทรศัพท์ในมือของตัวเองเช่นกัน รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่เลือนหายไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่ออ่านข้อความบนหน้าจอเสร็จ
"พิมพ์..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อฉันเบาๆ ผิดไปจากทุกที
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงุนงง "อะไรคะ?"
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามทันที เขาส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาวางไว้ตรงหน้าฉัน หน้าจอแสดงข้อความจากบุคคลที่ไม่คาดคิดที่สุดในเวลานี้—ข้อความจากรุ่นพี่อย่างคุณกรณ์ที่ส่งตรงถึงเขาราวกับประกาศสงครามยามดึก
*“ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่กับพิมพ์ชนก... แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าผมไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ ธันวา”*
หัวใจของฉันกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่อ่านข้อความนั้นจบ ธันวาก็เงยหน้าขึ้นสบตาฉัน นิ่งสนิทไร้ซึ่งรอยยิ้มกวนประสาทเช่นเคย มีเพียงประกายความดุดันและจริงจังที่แฝงอยู่เบื้องลึกของแววตาสููงคู่นั้น
"ดูท่าทาง..." ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับคว้ากระเป๋าเงินบนโต๊ะด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว "เกมนี้คงไม่ได้จบแค่การเถียงกันเรื่องรสชาติต้มยำแล้วล่ะมั้ยครับคุณพิมพ์ชนก... กลับห้องเดี๋ยวนี้ครับ ผมมีเรื่องต้องเคลียร์กับคุณยาวจนถึงเช้าแน่"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ป่วนๆ ของทั้งคู่เสมือนเพื่อนสนิทนะคะ!
สถาปนิกปากแจ๋วกับแมวขู่ฟ่อข้างห้อง•ตอนที่ 8
มื้อเย็นบังเอิญที่ร้านข้างตึก
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากแจ๋วกับแมวขู่ฟ่อข้างห้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!