“ตราสัญลักษณ์นั่น…”
เสียงทุ้มต่ำของคินลอดไรฟันออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและทิฐิ กลับไหววูบลงชั่วขณะเมื่อดวงตาคู่นั้นกวาดมองสติกเกอร์รูป ‘อีกาคาบกุหลาบสีชาด’ ที่ถูกแปะไว้ลวกๆ ใต้กรอบประตูไม้สักของรีสอร์ต
มันคือสัญลักษณ์ขององค์กรใต้ดินที่พรากทุกอย่างไปจากครอบครัวเขาเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้… มันกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่างถึงตัวเขาอย่างจงใจ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นจากด้านนอกอย่างกะทันหัน ทำเอาบรรยากาศที่ตรึงเครียดอยู่แล้วยิ่งดิ่งลึกลงไปอีก คินหันขวับกลับไปมองบานประตูทันที สัญชาตญาณดิบของนักล่าตื่นตัวขึ้นเต็มพิกัด มือหนากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่พายซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างจากเขานัก ขยับตัวเข้ามาใกล้โดยสัญชาตญาณ ใบหน้าหวานฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด
“คุณคิน… ใครมาดึกดื่นป่านนี้ครับเนี่ย บรรยากาศก็น่ากลัวพิลึก” พายเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอเบาราวกับกลัวว่าเสียงนั้นจะไปกระตุ้นบางสิ่งเข้า
“อยู่ข้างหลังผม” คินออกคำสั่งเสียงเข้ม สุ้มเสียงนั้นทรงอำนาจและเด็ดขาดจนพายเถียงไม่ออก ร่างสูงก้าวข้ามผ่านร่างบางไปยืนบังหน้าเธอไว้ มือกว้างเอื้อมไปจับลูกบิดประตูแน่น ก่อนจะกระชากเปิดออกอย่างไร้ความลังเล
ทว่า… ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น
มีเพียงความมืดมิดของระเบียงทางเดินที่หลอดไฟเริ่มกะพริบติดๆ ดับๆ และสายฝนที่สาดซัดกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ลมกรรโชกแรงพัดเอากลิ่นอายความชื้นและกลิ่นดินเข้ามาปะทะใบหน้า ท้องฟ้าด้านนอกคำรามด้วยเสียงอสนีบาตราวกับโลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
เปรี๊ยะ!
ชั่วพริบตานั้น แสงไฟทั่วทั้งรีสอร์ตก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตัวเอง เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของพายดังขึ้นสั้นๆ ก่อนที่มือเล็กจะคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อสูทของคินโดยอัตโนมัติ
“เห้ย!” คินอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อความเย็นยะเยือกของลมพายุแผ่ซ่านเข้ามาในห้อง
“คุณคิน… ไฟดับค่ะ… เอ๊ย! ไฟดับครับ!” พายเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคย แต่รีบแก้คำพูดแทบไม่ทันในความมืด “ผมหมายถึง… ไฟดับครับคุณคิน ผมมองไม่เห็นอะไรเลย น่ากลัวเป็นบ้า”
คินไม่ได้เอ่ยปากต่อว่าเรื่องสรรพนามที่เกือบผิดพลาดนั้น มือหนารีบควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊ก เปิดไฟฉายส่องกราดไปรอบห้อง แสงสีขาวนวลสาดส่องตัดความมืด ทำให้เห็นใบหน้าหวานที่ตอนนี้ซีดเผือดและดวงตากลมโตที่ฉายแววหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด
ภาพนั้นทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของซีอีโอหนุ่มกระตุกวาบ ความโกรธเกรี้ยวเรื่องสัญลักษณ์องค์กรปริศนาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่พรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“กลัวความมืดหรือไง ปากเก่งนักไม่ใช่เหรอตอนกลางวัน” คินแกล้งเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ แม้ลึกๆ ในใจจะอยากดึงร่างสั่นเทานั้นเข้ามากอดปลอบใจแทบขาด
“ใครกลัวกันเล่า! ผมแค่… ไม่ชินกับการที่อยู่ๆ ไฟก็ตัดต่างหากล่ะครับ” พายเถียงกลับทันควัน พยายามขยับตัวถอยห่างเพื่อรักษาฟอร์ม แต่เพราะความมืดทำให้ข้อเท้าเธอสะดุดเข้ากับขอบพรมจนเสียหลัก
“ระวัง!”
คินคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทัน ท่อนแขนแข็งแรงดึงรั้งร่างของพายเข้ามาปะทะแผงอกกว้างอย่างแรง แรงเหวี่ยงนั้นทำให้พายซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขาพอดี กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงลอยเข้าจมูก ปลุกกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดให้แล่นพล่านไปทั่วร่างของทั้งคู่
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอกและเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนไม่รู้ว่าของใครดังกว่ากัน
“ไหนบอกว่าเก่งไง หล่นลงมาให้ผมรับอยู่เรื่อย” คินกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าและเจือไปด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง ใบหน้าคมคายโน้มลงไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกับเส้นผมของคนในอ้อมแขน
“ปล่อยเลยนะครับ… เก่งไม่กลัว กลัวความมืดต่างหากเล่า” พายพึมพำตอบเสียงอ้อมแอ้ม ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา เพราะรู้ดีว่าตอนนี้หัวใจเธอกำลังทรยศด้วยการเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง
คินอมยิ้มบางๆ ในความมืด ความรู้สึกเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้เขาเผลอกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีกนิด มืออีกข้างยกขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มของเธออย่างเบามือโดยลืมตัว “ตัวก็แค่นี้ ทำไมชอบทำตัวอวดดีนักนะ… รู้ไหมว่าผมใจหายหมดตอนเห็นคุณสะดุด”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทรงพลังพอกที่จะทำให้พายต้องนิ่งงัดไป ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวจากพายุฝนข้างนอก เธอไม่เคยเห็นมุมนี้ของคินเลย… มุมที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่ง ปราศจากคำพูดเชือดเฉือน มีเพียงความห่วงใยที่บริสุทธิ์และจริงใจ
“คุณคินเป็นห่วงผมเหรอครับ…” พายเงยหน้าขึ้นถามเบาๆ ในความมืด แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่สัมผัสจากไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็บอกได้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
คินชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป มากเกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว ทว่าก่อนที่คินจะได้เอ่ยคำแก้ตัวหรือสารภาพความรู้สึกในใจออกไป
กริ๊ก!
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาจากด้านนอกหน้าต่างห้องพัก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของรีสอร์ต!
คินหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณนักล่ากลับมาเต็มร้อย เขาผลักพายไปหลบไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันไปมองบานกระจกหน้าต่างที่ปิดสนิท แต่ทว่า… ผ้าม่านสีทึบกลับขยับไหวราวกับมีใครบางคนเพิ่งผ่านพ้นไป
“อยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด” คินกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเล
พายพยักหน้ารับอย่างรู้หน้าที่ แม้ในใจจะเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่แววตาเด็ดเดี่ยวของคินในตอนนี้ทำให้เธอรู้ว่า… เขาไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำอันตรายเธออย่างแน่นอน
คินก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบเข้าประชิดบานหน้าต่าง มือหนาเอื้อมไปแตะกลอนหน้าต่างเตรียมจะกระชากเปิดออกเพื่อเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกยามวิกาล
ทว่า… ก่อนที่นิ้วเรียวจะได้ออกแรงผลัก แสงไฟฉายสว่างจ้าสาดส่องทะลุกระจกเข้ามาจากด้านนอก พร้อมกับเงาลางๆ ของใครบางคนยืนประจันหน้าอยู่หลังกระจก และเคาะกระจกสามครั้งเป็นจังหวะที่คุ้นเคย
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
ไม่ใช่เสียงคนร้าย… แต่เป็นรหัสลับที่คินจำได้ขึ้นใจว่ามันคือรหัสของ ‘ใครบางคน’ ที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในคืนพายุฝนแบบนี้เด็ดขาด!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความฟินปนระทึกในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
เจ้านายครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นหมาเหอะ•ตอนที่ 11
คืนพายุฝน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นหมาเหอะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!