"ถอยไป!"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาตวาดก้องผ่านความมืด พร้อมกับที่มือขวาคว้าแจกันเซรามิกราคาแพงบนโต๊ะข้างโซฟาขึ้นมาถือไว้มั่น หัวใจของเขาเต้นรัวกระหน่ำจนแทบจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมา ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสางที่ไหน แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณดิบที่บอกว่าเงาดำทะมึนที่กำลังคืบคลานเข้ามาในห้องรับแขกยามวิกาลนี้ มีอันตรายยิ่งกว่าวิญญาณเจ้าที่หน้าไหนในคฤหาสน์หลังนี้เสียอีก
แต่ก่อนที่เขาจะได้เหวี่ยงแจกันใบนั้นออกไปเพื่อป้องกันตัว แรงลมวูบหนึ่งก็พัดกระโชกเข้ามาจนเปลวเทียนบนเชิงเทียนดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิทชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่กลิ่นอายความเย็นยะเยือกคุ้นเคยจะโอบล้อมรอบตัวเขาไว้ราวกับอ้อมกอดอันดื้อรั้น
"โง่เง่าสิ้นดี... คิดจะเอาแจกันใบนั้นปาใส่หัวคนอื่น ทั้งที่ตัวเองมองไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของขาโต๊ะเนี่ยนะ"
น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดและเย่อหยิ่งที่ดังขึ้นข้างใบหู ทำเอาธันวาชะงักค้าง มือที่เงื้อแจกันไว้ลดระดับลงอย่างอัตโนมัติ ลมหายใจที่เคยติดขัดผ่อนออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอกที่ปะปนกับความหมั่นไส้ในปริมาณที่เท่ากัน
"คุณธีร์!" ธันวาพ่นลมหายใจพรืด หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ "นี่คุณเล่นบ้าอะไรเนี่ย! ผมเกือบเอาแจกันฟาดหน้าคุณแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วไหมล่ะ!"
"ก็ลองดูสิ ถ้ากล้าพอก็ลองปามา" คุณธีร์กอดอกเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างฉายแววเยาะเย้ยอย่างหมั่นไส้ "ดีแต่ปาก... เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนลูกไก่ในกำมือ ปากสั่นจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองอยู่รอมร่อ แล้วตอนนี้มาทำเป็นเก่ง"
"ผมไม่ได้กลัว!" ธันวาเถียงกลับทันควัน เสียงดังกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าเมื่อครู่หัวใจเขาเกือบวายตายจริงๆ "ผมแค่... ประเมินสถานการณ์ต่างหากล่ะครับ ใครจะไปรู้ว่าไอ้เงาที่เดินเข้ามามันจะเป็นพวกโรคจิตปีนรั้วบ้าน หรือพวกนักข่าวหิวกระหายอยากได้ข่าวฉาวของคุณกันล่ะ"
"ต่อให้เป็นกองทัพนักข่าวหรือโจรใจฉกรรจ์ ถ้ามันกล้าก้าวเข้ามาเหยียบเขตบ้านหลังนี้..." คุณธีร์ก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวธันวาอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ว่าร่างโปร่งแสงนั้นเกือบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างหนาของชายหนุ่ม กลิ่นอายความเย็นเยียบผสมผสานกับความดุดันแผ่ซ่านออกมาจนธันวาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "...ฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้มันแตะต้องเส้นผมของคุณแม้แต่เส้นเดียวหรอกนะ"
คำพูดนั้น... แม้จะมาพร้อมกับน้ำเสียงห้วนจัดและท่าทีที่พยายามรักษาฟอร์ม แต่ประกายในดวงตาคู่คมที่ทอดมองมากลับร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเปลวไฟ ธันวาชะงักไป นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ความใกล้ชิดที่มากเกินความจำเป็นทำให้เสียงรอบข้างราวกับถูกปิดสวิตช์ เหลือเพียงเสียงหัวใจของเขาสองคนที่เต้นระรัวอยู่ในอก—แม้ดวงหนึ่งจะไม่มีหัวใจเนื้อให้เต้นก็ตามที
*ให้ตายเถอะ...* ธันวาแอบสบถในใจ
นี่มันไม่ใช่ความรู้สึกหวาดกลัว ไม่ใช่ความรำคาญ และไม่ใช่ความรู้สึกอยากเอาชนะเหมือนอย่างเคย แต่มันคือความปั่นป่วนในช่องท้องที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู ความรู้สึกยิบๆ ที่ปลายนิ้วราวกับถูกไฟฟ้าสถิต และความอยากที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสโครงหน้าคมคายนั้นให้หายหมั่นเขี้ยว
ธันวากลืนก้อนความรู้สึกประหลาดนั้นลงคอ พยายามดึงสติแล้วถอยหลัง1ก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง แต่คุณธีร์กลับรู้ทัน มือเรียวยาวที่โปร่งแสงราวกับหมอกควันเอื้อมมากุมข้อมือของเขาไว้แน่น แรงบิดเบาๆ นั้นไม่ได้ทำให้เจ็บ แต่มันตรึงเขาไว้ให้อยู่กับที่อย่างเด็ดขาด
"จะหนีไปไหนอีก ธันวา" คุณธีร์กระซิบชิดริมหู เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด "เมื่อกี้ยังทำเป็นเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไง"
"ผมไม่ได้หนี..." ธันวาเค้นเสียงปฏิเสธ ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด "แค่จะไปเปิดไฟ... บ้านช่องมืดตึืบแบบนี้มันคุยกันไม่ถนัดหรอกครับ"
"ไม่ต้องเปิดหรอ" อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตายังคงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา "คุยกันในความมืดนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว... เพราะนายจะได้ไม่ต้องเห็นสายตาที่ฉันใช้มองนายในตอนนี้"
ธันวาชะงักกึก คำพูดกำกวมที่แฝงความนัยอันตรายทำให้เขาพูดไม่ออก สมองประมวลผลคำว่า 'สายตาที่ใช้มอง' วนไปวนมาจนรวนเรไปหมด ปากที่เคยต่อคำเก่งกาจกลับหนักอึ้งราวกับถูกหินถ่วง วิญญาณร้ายกาจตนนี้ชักจะล้ำเส้นความสัมพันธ์ระหว่าง 'ผีเฝ้าบ้าน' กับ 'มนุษย์เช่าบ้าน' ไปไกลลิบลิ่วแล้ว และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดจะถอยหลังกลับเลยสักนิด
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของธันวาที่ดังสะท้อนอยู่ในความมืด กับสายตาของคุณธีร์ที่ร้อนแรงราวกับจะแผดเผาร่างของเขาให้ละลายคามือ ความใกล้ชิดนี้มันอันตราย... อันตรายต่อหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเขาเสียเหลือเกิน
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น สมองซีกหนึ่งพยายามร้องเตือนสติว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงวิญญาณที่ติดอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ และสักวันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดก็ต้องจบลง แต่นัยน์ตาคู่คมที่ฉายแววความหวงแหนและห่วงใยอย่างไม่ปิดบังนั้น กลับทำลายกำแพงตรรกะทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมาจนพังทลายไม่เป็นท่า
*ยอมรับเถอะน่า...* เสียงหนึ่งในหัวกระซิบเยาะเย้ย *แกตกหลุมรักผีหน้ามึนตนนี้เข้าเต็มเปาแล้ว ธันวา*
ชายหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่เพื่อยอมรับความจริงที่เพิ่งตกผลึกในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นสบตากับร่างโปร่งแสงตรงหน้าอีกครั้ง มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยอมจำนนและท้าทายในเวลาเดียวกัน
"ถ้ามองด้วยสายตาแบบนั้น..." ธันวาจงใจลดเสียงลงกระซิบตอบ ชิดใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน "...ระวังตัวไว้เถอะครับคุณธีร์ ว่าผมอาจจะไม่ยอมปล่อยให้คุณเป็นแค่ผีเฝ้าบ้านอีกต่อไป"
คุณธีร์ชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิดกับความกล้าหาญที่ก้าวล้ำเส้นของมนุษย์หนุ่ม ทว่าก่อนที่วิญญาณหนุ่มจะได้เอื้อนเอ่ยคำใดโต้กลับ ร่างทั้งร่างก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ เสียงทุบประตูกระจกหน้าบ้านด้านล่างก็ดังขึ้นโครมใหญ่ พร้อมกับเสียงตะโกนโกลาหลที่แว่วลอดเข้ามา
"คุณธันวาครับ! เปิดประตูให้พวกเราหน่อยครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเสียงของ 'ผู้จัดการส่วนตัว' จอมจุ้นจ้านที่ตามรังควานชีวิตเขาไม่เว้นแต่ละวัน และการปรากฏตัวของมันในเวลากลางดึกแบบนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
คุณหนูครับ... อย่าท้าทายผีเฝ้าบ้าน•ตอนที่ 14
หลงรักสิ่งที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ... อย่าท้าทายผีเฝ้าบ้าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!