กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของน้ำมันจันทน์ลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องเก็บเอกสารใต้ดินของคณะโบราณคดี แสงไฟนีออนสีนวลสาดส่องลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่มีกองแฟ้มคดีเก่าและสมุดบันทึกปกหนังแท้กระจัดกระจายราวกับสนามรบ
ศิลาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษไขแผ่นบางที่บันทึกอักขระคาถาโบราณ รอยหมึกสีดำคล้ำที่เลือนรางไปตามกาลเวลาไม่ได้ทำให้เขาสนใจเท่ากับลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคมราวกับรอยมีดกรีด ที่เขาเคยนั่งตรวจวิเคราะห์ร่วมกับใครบางคนเมื่อหลายปีก่อน
"คุณกำลังใช้เวลาสามชั่วโมงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ จมปลักอยู่กับเงาของคนตาย... มันช่วยให้คดีนี้คืบหน้าขึ้น หรือแค่ทำให้คุณรู้สึกผิดน้อยลงกันแน่ครับ อาจารย์ศิลา"
เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่ย่างกรายเข้ามาในความเงียบ พร้อมกับกลิ่นหอมเย็นของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าและฝนแรก รินรดาปรากฏตัวขึ้นที่มุมห้อง เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มทับเสื้อยืดเข้ารูป รอยยิ้มมุมปากของเธอบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการลงพื้นที่ แต่แววตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องมาที่เขาอย่างวิเคราะห์
ศิลาไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วลูบไล้รอยหมึกบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างเชื่องช้า
"ความผิดพลาดมักมีลายเซ็นของมันติดอยู่เสมอครับ คุณรินรดา... และบางครั้ง คนที่เราคิดว่ารู้จักดีที่สุด อาจเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักเลยต่างหาก"
รินรดาเดินเข้าใกล้โต๊ะมากขึ้น เธอวางแก้วกาแฟดำอุ่นๆ ลงตรงหน้าเขา กลิ่นขมเข้มช่วยตัดบรรยากาศอันอึมครึมลงได้บ้าง ดวงตาคู่สวยกวาดมองกองเอกสารรอบตัว ก่อนจะหยุดนิ่งที่สมุดบันทึกเล่มหนาที่เปิดค้างไว้
"บันทึกของศาสตราจารย์ธำรง... อาจารย์ผู้ล่วงลับของคุณไม่ใช่หรือไงคะ?" เธอเอ่ยถาม เสียงของเธอลดระดับลงโดยไม่รู้ตัว "ฉันคิดว่าคุณเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยตั้งแต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ห้องทำงานของท่านเมื่อห้าปีก่อนเสียอีก"
"ผมคิดว่าผมเก็บกวาดหมดแล้วเหมือนกันครับ" ศิลาเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอ แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก "จนกระทั่งผมพบรอยสักยันต์อัคคีพินาศบนศพเหยื่อรายล่าสุด... มันไม่ใช่แค่ไสยเวทสายดำทั่วไป แต่มันคือ ‘ยันต์ทศกัณฐ์แยกเงา’ วิชาอาคมต้องห้ามที่สูญหายไปพร้อมกับงานวิจัยชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ธำรง"
รินรดาชะงัก รอยยิ้มเย้าแหย่บนใบหน้าของเธอหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวในสัญชาตญาณของนักสืบ
"คุณกำลังจะบอกว่า... อาจารย์ของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อห้าปีก่อนอย่างที่รายงานตำรวจสรุป?"
"รายงานตำรวจระบุว่าไฟฟ้าลัดวงจรครับ" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "แต่กระดาษแผ่นนี้... บันทึกการทดลองถอดจิตผูกวิญญาณที่ถูกซ่อนไว้ในผนัง2ชั้นของตู้หนังสือท่าน ระบุชัดเจนว่า มีใครบางคนกำลังพยายามใช้มนุษย์เป็นภาชนะรองรับอาคมโบราณ เพื่อข้ามผ่านความตาย... และวิธีนั้น ต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนใกล้ชิดที่สุด"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแข่งกับบรรยากาศอันตึงเครียด รินรดาดึงเก้าอี้ตัว
ศิลาหันกลับมาสนใจสมุดบันทึกตรงหน้า เปิดพลิกไปยังหน้าถัดไปอย่างระมัดระวัง กระดาษกรอบแกรบตามแรงพลิก เผยให้เห็นรายชื่อและแผนผังโยงใยที่เขียนด้วยหมึกแดง ซึ่งบัดนี้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
"นี่คือรายชื่อลูกศิษย์คนสนิทในปีสุดท้ายของท่าน..." ศิลาใช้นิ้วเคาะเบาๆ บนกระดาษ "มีผม มีคุณวิชิต ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี... และอีกคนหนึ่ง ซึ่งชื่อถูกฉีกขาดหายไปครึ่งหนึ่ง"
รินรดาโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอปะทะเข้ากับประสาทสัมผัสของศิลา เธอยื่นปลายนิ้วเรียวไปแตะที่รอยฉีกขาดนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์
"การฉีกกระดาษแบบนี้ไม่ได้เกิดจากความเก่าหรืออุบัติเหตุครับ" รินรดาออกความเห็น น้ำเสียงจริงจังขึ้น "มันเป็นการจงใจทำลายหลักฐาน... คนที่ทำแบบนี้ต้องรู้ว่าสมุดเล่มนี้อยู่ที่ไหน และรู้ว่าคุณกำลังตามหาอะไรอยู่"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเธอ แสงไฟนีออนเหนือหัวก็เกิดอาการกะพริบถี่ๆ สองสามครั้ง เสียง "ฮัม" ของกระแสไฟฟ้าดังขึ้นผิดปกติ ก่อนที่ความมืดสนิทจะเข้าปกคลุมห้องใต้ดินชั่วพริบตา
ศิลาลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ร่างสูงก้าวเข้ามาบังรินรดาไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว มือซ้ายเอื้อมไปหยิบมีดหมอโบราณที่ซ่อนไว้ในช่องลับใต้โต๊ะ ส่วนมือขวากระชับข้อมือของหญิงสาวไว้แน่น บ่งบอกถึงความระแวดระวังขั้นสูงสุด
"ระบบไฟไม่ได้เสียครับ..." ศิลาเอ่ยกระซิบชิดข้างหูของเธอ เสียงของเขาต่ำและนิ่งสนิท ทว่าสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียด "มีคนตัดวงจรไฟฟ้าจากตู้ควบคุมด้านนอก"
ความมืดมิดในห้องใต้ดินไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความเงียบที่ตามมา เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดที่ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก—มันไม่ใช่เสียงย่างก้าวปกติ แต่เป็นเสียงลากเท้าหนักหน่วงราวกับมีใครบางคนกำลังแบกของหนัก หรือ... ลากสังขารที่โรยราใกล้ตายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
รินรดาบีบมือศิลาตอบกลับแน่น ดวงตาคู่สวยพยายามเพ่งมองผ่านความมืด ประสาทสัมผัสพิเศษที่เธอมักใช้งานยามคับขันเริ่มส่งเสียงเตือนภัยในหัว สมองของเธอประมวลผลความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว
"ไม่ใช่แค่คนเดียว..." รินรดากระซิบตอบ ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของเขา "ฉันสัมผัสได้ถึง... เจตนาฆ่าที่เย็นยะเยือก และกลิ่นอายอาคมที่คุ้นเคยอย่างประหลาด มันเหมือนกับ..."
เธอยังพูดไม่ทันจบ ประตูไม้สักบานหนาของห้องเก็บเอกสารก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยแรงลมประหลาด พร้อมกับร่างเงาดำทะมึนของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟฉุกเฉินสีแดงจากทางเดินสาดส่องเข้ามา ทาบทับใบหน้าของแขกยามวิกาลให้เห็นเพียงเค้าโครงอันบิดเบี้ยว
บนอกเสื้อของบุคคลนั้น มีเข็มกลัดตราสัญลักษณ์รูปงูกินหาง—สัญลักษณ์ประจำตัวของกลุ่มลับที่ถูกลบชื่อออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไสยเวทเมื่อสิบปีก่อน และเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่พบในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทุกคดี!
ศิลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อเงาดำนั้นก้าวเข้ามาในแสงไฟ เผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นบนใบหน้าที่เขาจดจำได้ไม่มีวันลืม—ใบหน้าที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ — อรุณมนตราขาว
อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย•ตอนที่ 11
เบาะแสจากอดีต
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!