กลิ่นอายของกำยานสนิมเหล็กและกลิ่นสาบสรางของซากศพโบราณคละคลุ้งจนแน่นอก ราวกับอากาศถูกดูดออกไปจากปอดจนหมดสิ้น แสงสลัวสีแดงฉานดั่งโลหิตที่อาบไล้ไปทั่วผนังห้องทรงแปดเหลี่ยม ทำให้เงาของข้าวของเครื่องใช้บิดเบี้ยวกลายเป็นอสุรกายไร้รูปร่าง
ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ไต่ระโยงระยางจากข้อเท้าขึ้นมาถึงสันหลัง เขาไม่ได้ตื่นตระหนก—ความตายและความมืดไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้จมอยู่กับตำราไสยเวทมาครึ่งชีวิต—แต่ความกดอากาศที่ผิดเพี้ยนไปจากกฎฟิสิกส์ต่างหากที่กำลังบอกเขาว่า ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในตึกร้างย่านชานเมืองอีกต่อไปแล้ว
มิติคู่ขนาน... อาคมอำพรางขั้นสูงที่บิดเบี้ยวทั้งกาลและเทศะให้กลายเป็นกรงขังไร้ทางออก
"อย่าก้าวเท้าซ้ายครับรินรดา" เสียงทุ้มต่ำของศิลาเอ่ยเตือนด้วยความสุขุม แม้แววตาภายใต้กรอบแว่นโลหะจะฉายความระแวงระวังอย่างถึงที่สุด
รินรดาชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามรอยแตกบนพื้นปูน เธอหันมามองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวตามสไตล์นักสืบผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสถานการณ์ใดๆ แม้ใบหน้าคมเข้มนั้นจะเปื้อนหยาดเหงื่อและฝุ่นควัน แต่แววตาคู่สวยที่ซ่อนสัมผัสพิเศษ (Third Eye) กลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย
"อาจารย์เห็นอะไรผ่านแว่นตาเคลือบอาคมพวกนั้นล่ะคะ... อ้อ ขออภัย ผมติดปาก" รินรดาเปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อเห็นมุมปากของศิลาขยับยิ้มเยาะเล็กน้อย "คุณเห็นแค่ภาพหลอนทางจิตวิทยาตามตำราแพทย์ใช่ไหมล่ะคะ ดอกเตอร์ศิลา"
"จิตวิทยาอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ได้รินรดา แต่สิ่งที่กำลังหายใจอยู่รอบตัวเราตอนนี้... ไม่ใช่ภาพหลอนจากอาการประสาทหลอนหมู่แน่นอนครับ" ศิลาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะกระชั้นชิด กลิ่นกายสะอาดเจือจางของบุรุษผู้เคร่งขรึมปะทะเข้ากับโสตประสาทของหญิงสาว ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความใกล้ชิดนี้กลับสร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ทั้งอันตรายและเร้าใจในเวลาเดียวกัน "เรากำลังเดินอยู่ในอาณาเขตจิตสำนึกที่บิดเบี้ยวของใครบางคน... คนที่ต้องการให้เราติดกับดักและสูญเสียตัวตนไปทีละน้อย"
รินรดาไม่ถอยหนี เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน
"ถ้ามันเป็นจิตสำนึกของใครสักคน งั้นเราก็แค่ต้องหา 'จุดเปราะบาง' ของมันแล้วพังมันลงมา" รินรดากระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง "ฉันรู้สึกได้... พลังงานบางอย่างกำลังจดจ้องเราจากหลังผนังฝั่งนั้น มันไม่ใช่ผีสาง แต่มันคือเจตจำนงด้านมืดของมนุษย์ที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยคาถาอาคม"
ศิลาเหลียวตามสายตาของเธอ ผนังปูนเปลือยตรงหน้าเริ่มมีรอยร้าวปริแตกออก ช้าๆ ราวกับผิวหนังของมนุษย์ที่กำลังถูกกรีดด้วยของมีคม ของเหลวสีดำข้นหนืดไหลซึมออกมาจากรอยแตก ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนน่าคลื่นไส้ ในขณะเดียวกัน เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบานับร้อยเสียงก็เริ่มดังขึ้นรอบทิศทาง เป็นเสียงที่คุ้นเคย... เสียงของคนที่พวกเขาเคยสูญเสีย เสียงของความผิดพลาดในอดีตที่ศิลาพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของจิตใจ
*“ทำไมถึงไม่ช่วยฉัน... ศิลา...”*
เงาร่างสีดำทะมึนร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากผนังที่ปริแตก ร่างนั้นมีเค้าโครงคล้ายหญิงสาวผู้เป็นอดีตคนรักของศิลา ผู้ซึ่งจบชีวิตลงด้วยพิธีกรรมทางไสยเวทที่เขาไม่สามารถยับยั้งไว้ได้ทันในอดีต แผลเป็นในใจที่ยังไม่เคยสมานสนิทถูกกระชากให้เปิดออกอีกครั้ง ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ศิลายืนนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก สมองที่เคยประมวลผลด้วยเหตุและผลอย่างเฉียบคมเริ่มพร่าเลือน
"อย่ามองมันครับ!" รินรดาตะโกนลั่น พร้อมกับคว้ามือหนาของศิลาบีบแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด "นั่นไม่ใช่เธอ! มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่อาคมดึงออกมาจากความรู้สึกผิดในใจคุณ!"
ศิลาสะดุ้งเฮือก สติสัมปชัญญะกลับคืนมาทีละน้อยเมื่อสัมผัสอุ่นจากมือของหญิงสาวแทรกซึมเข้ามา เขาหันไปมองรินรดา แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้าง
"คุณฉลาดมากรินรดา... ที่รู้ว่าผมกลัวอะไรที่สุด" ศิลาแค่นหัวเราะขื่นๆ แต่แววตากลับกลับมาคมกริบดังเดิม เขาบีบมือเธอกลับแน่นไม่แพ้กัน "แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่ง... คนเราจะก้าวข้ามความกลัวได้ ก็ต่อเมื่อกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันตรงๆ เท่านั้น"
ศิลาปล่อยมือจากการก้าวถอยหลัง เขาก้าวออกไปเผชิญหน้ากับเงาดำนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ต หยิบแผ่นยันต์กระดาษสาเขียนอักขระโบราณสีชาดออกมา นิ้วเรียวยาวสะบัดแผ่นยันต์กลางอากาศด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ
"ออม มะณี ปัทเม ฮุม... สัจจะย่อมชนะความลวง"
*เปรี้ยง!*
แสงสีขาวสว่างวาบราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางห้องมิติคู่ขนาน เสียงกรีดแหลมสูงของภาพหลอนดังสะท้อนจนแก้วหูแทบแตก ก่อนที่ร่างเงาดำนั้นจะสลายกลายเป็นควันสีเทาจางหายไปในอากาศ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลหยุดลงทันที บรรยากาศอึดอัดเริ่มคลายตัวลง แต่ทว่า... ความเงียบสงบที่ตามมากลับน่ากลัวยิ่งกว่า
พื้นปูนที่เคยแตกร้าวกลับแปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง ใจกลางห้องแปดเหลี่ยม บัดนี้ปรากฏ "แท่นบูชาหินอ่อนสีดำสนิท" ตั้งตระหง่านอยู่ บนนั้นมีวัตถุบางอย่างวางอยู่ภายใต้ผ้าคลุมกำมะหยี่สีแดงสด รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความระแวง เธอยื่นมือออกไปหมายจะเปิดผ้าคลุมนั้นออก แต่ศิลาคว้าแขนเธอไว้เสียก่อน
"เดี๋ยวก่อนครับรินรดา อย่าเพิ่ง..." ศิลาเอ่ยเตือน น้ำเสียงจริงจังจนหญิงสาวต้องชะงัก
"ทำไมล่ะคะ หรือว่าคุณกลัวอีก" เธอยิ้มเยาะเล็กน้อยเพื่อลดความตึงเครียด
"ไม่ใช่เพราะกลัว..." ศิลาจ้องมองไปยังรอยสลักแปลกประหลาดรอบแท่นหินอ่อน ซึ่งต่อให้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไสยเวท เขาก็ดูออกทันทีว่ามันคืออะไร "แต่เพราะของที่อยู่ใต้ผ้านั้น... ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะค้นพบตั้งแต่แรก"
รินรดาขมวดคิ้วสงสัย เธอดึงมือออกจากการจับกุมของเขาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะตัดสินใจสะบัดผ้าคลุมสีแดงออกด้วยความรวดเร็ว
แสงไฟนีออนสลัวจากเพดานสาดส่องลงมายังวัตถุด้านบน และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาทั้งคู่ ทำให้ลมหายใจของศิลาและรินรดาต้องหยุดชะงักลงพร้อมกัน...
มันคือ "ร่างจำลอง" ของศิลาและรินรดาเอง ที่นอนไร้ลมหายใจอยู่เคียงคู่กันบนแท่นบูชา บนหน้าอกของศิลาและรินรดามีรอยมีดกรีดเป็นรูปสัญลักษณ์ไสยเวทโบราณ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ข้อมือของร่างจำลองทั้งสองถูกพันธนาการไว้ด้วยสร้อยประคำกระดูกมนุษย์เส้นเดียวกัน ซึ่งเป็นเส้นเดียวกับที่รินรดากำลังสวมใส่อยู่ในกระเป๋าเสื้อตอนนี้
เสียงฝีเท้าหนักหน่วง... ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังประตูเหล็กที่ถูกล็อกตายสนิท เป็นเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ยินดีต้อนรับสู่บทสรุปของเกมครับ... อาจารย์ศิลา และคุณรินรดา"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ — อรุณมนตราขาว
อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย•ตอนที่ 12
กับดักลวงตา
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!