อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย•ตอนที่ 2

กฎสามวินาทีของความตาย

ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
"ถ้าคุณยังยืนกรานว่านี่คือโรคหัวใจวายเฉียบพลันตามบันทึกของแพทย์ฝึกหัด ผมเกรงว่าใบประกอบวิชาชีพอาจารย์พิเศษด้านมานุษยวิทยาไสยเวทของคุณ... คงต้องเอาไปแลกกับเศษกระดาษชำระแล้วล่ะครับ อาจารย์ศิลา" ปลายนิ้วเรียวของรินรดากดลงบนร่องชีพจรบริเวณลำคอของร่างไร้วิญญาณอย่างแม่นยำ ความเงียบงันในห้องปฏิบัติการร้างท้ายคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของศิลา อาจารย์หนุ่มผู้เคยเชื่อมั่นในตรรกะและวิทยาศาสตร์อย่างสุดโต่ง เขานิ่งงันไปชั่วขณะ รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย ดวงตาสองสีใต้กรอบแว่นหันขวับกลับมามองร่างไร้วิญญาณบนพื้นหญ้าอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุม รินรดาหันมามองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความสะใจ... แต่เต็มไปด้วยคำเตือนที่น่ากลัวที่สุด ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นอายของความตายในค่ำคืนนี้ไม่ได้อบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือด หากแต่มีกลิ่นหอมหวานเอียนคล้ายดอกไม้ป่าที่ผรกรากอยู่ในความมืด—กลิ่นของ *‘ว่านโพง’* ชนิดรุนแรงที่ถูกเจือจางด้วยสารเคมีสังเคราะห์ "ผมไม่ได้มองข้ามมัน รินรดา" ศิลาปรับน้ำเสียงให้กลับมานิ่งสนิท แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวด้วยความเร้าใจประหลาด เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเสมอเธอ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ จากตัวหญิงสาวลอยมาแตะจมูก ปะปนกับความกดดันทางจิตวิทยาที่ทั้งสองต่างฝ่ายต่างงัดขึ้นมาฟาดฟัน "แต่ในทางนิติวิทยาศาสตร์ ร่างกายมนุษย์สามารถล้มเหลวได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคาถาอาคม... คุณก็รู้ว่าผมเกลียดการโยนความผิดให้ไสยศาสตร์เพื่อกลบเกลื่อนความสะשל ของมนุษย์" "นั่นคือจุดบอดของคุณ" รินรดายิ้มเยาะ มุมปากหยักลึกขึ้นอย่างท้าทาย เธอยื่นมือซ้ายที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทออกไป แตะที่เปลือกตาของศพที่ปิดสนิท "คุณใช้สมองซีกซ้ายวิเคราะห์เหตุผล แต่คุณลืมใช้ประสาทสัมผัสที่หก... สัมผัสที่เตือนคุณว่าไอ้หมอนี่ไม่ได้ตายเพราะหัวใจวาย แต่มันตายเพราะเวลาในชีวิตของมันถูก *'ตัดทอน'*" รินรดาใช้นิ้วเรียวกรีดผ่านอากาศเหนือร่างนั้นเป็นเส้นตรงสามครั้งอย่างรวดเร็ว "ดูนี่สิครับ..." เธอเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ "กฎสามวินาทีของความตาย... สิ่งที่คุณเรียกว่าความบังเอิญ คือระยะเวลาที่วิญญาณถูกกระชากออกจากร่างก่อนที่คลื่นสมองสุดท้ายจะดับลง" ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอหยุดลง อากาศรอบตัวก็เกิดอาการบิดเบือนคล้ายคลื่นความร้อนบนถนนคอนกรีต ร่างของชายหนุ่มบนพื้นพาดผ่านด้วยเงาดำประหลาด รอยเขียวช้ำรูปมือปรากฏขึ้นบนลำคอขาวซีดอย่างชัดเจน ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่ศิลาตรวจดูบันทึกประวัติการเสียชีวิต ร่างนี้ไม่มีร่องรอยใดๆ เลย ศิลาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย แววตาสองสีใต้เลนส์หรี่ลงอย่างใช้ความคิด สายตาของนักวิชาการผู้ปราดเปรื่องกำลังคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดในหัว สมองของเขาปฏิเสธเรื่องลี้ลับ แต่หลักฐานทางกายภาพที่ปรากฏต่อหน้ากำลังตบหน้าเขาอย่างแรง รอยช้ำนั้น... ไม่ได้เกิดจากการบีบด้วยมือเนื้อ แต่มันคือรอยที่ถูกทิ้งไว้โดย *'อาคมตรรึงวิญญาณ'* ที่ถูกลงเข็มไว้ล่วงหน้าสามวินาทีพอดิบพอดีก่อนที่เหยื่อจะล้มลง "รอยประทับแบบนี้..." ศิลาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความประหลาดใจระคนตื่นเต้น "ใช้พลังจิตของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นตัวเหนี่ยวนำ... มันไม่ใช่แค่ไสยเวทสายดำทั่วไป แต่มันคือ *'มนต์สะกดเงาเงียบ'* ที่สูญหายไปจากตำราโบราณร่วมร้อยปี" "ฉลาดนี่ครับ" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเซ็กซี่แต่เยียบเย็น เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เขาจนศิลารับรู้ถึงไออุ่นและลมหายใจที่เจือกลิ่นเมนทอลอ่อนๆ "และคนที่ร่ายอาคมนี้... ก็ไม่ได้อยู่ไกลจากเราเลย" ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและอันตรายถึงชีวิต เคมีแปลกประหลาดระหว่างคนทั้งสองกลับพุ่งพล่านจนเกือบสัมผัสได้ รินรดาเป็นผู้หญิงอันตราย เธอรู้จุดอ่อนของเขา เธอรู้ว่าเขามีปมในอดีตเรื่องการช่วยชีวิตคนรักไม่ได้ และเธอกำลังใช้จุดนั้นเหวี่ยงเขาลงมาในเกมที่อันตรายที่สุดในชีวิต "คุณกำลังบอกผมว่า..." ศิลาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในนัยน์ตาสสีเข้มของเธอ "ฆาตกรอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้... และอาจจะเป็นคนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะประชุมกับผมเมื่อช่วงบ่าย?" "มากกว่านั้นครับ" รินรดาผละตัวออกช้าๆ อย่างเสียดาย เธอย่อตัวลงเก็บเศษผงสีดำที่ร่วงหล่นจากซอกเล็บของศพใส่ลงในถุงเก็บหลักฐานพลาสติก "เขาไม่ได้แค่ต้องการฆ่า... แต่เขากำลังทดลอง *'สูตรลับ'* บางอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่าศาตราจารย์ศิลาผู้หยิ่งทะนงในความรู้ จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะรู้ตัวว่า... ตัวเองกำลังเดินอยู่บนกองศพที่ถูกจัดฉากไว้" ศิลายืนขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทเข้ารูปขยับเข้าประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ไม่ทิ้งลายชายชาติทหาร มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้เบาๆ แต่หนักแน่นพอที่จะไม่ให้เธอเดินหนี รินรดาชะงัก หันกลับมามองเขาด้วยแววตาท้าทายเช่นเคย "คุณเล่นเกมอะไรกันแน่ รินรดา" ศิลาถาม เสียงกระซิบของเขาต่ำทุ้มและใกล้ชิดจนเกือบจะเป็นการกระซิบข้างใบหู "คุณรู้ตัวตนของฆาตกรตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม? ทำไมถึงลากผมเข้ามาพัวพันด้วย?" รินรดายิ้มมุมปาก เธอมองมือของเขาที่กุมข้อมือเธออยู่ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับดวงตาสองสีคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "เพราะคุณเป็นคนเดียวที่ฉลาดพอจะหยุดมันได้... หรือไม่ก็โง่พอที่จะตายตามมันไปพร้อมกับผมครับ อาจารย์ศิลา" *กริ๊ก...* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากมุมมืดของห้องเก็บอุปกรณ์ด้านหลังชั้นหนังสือเก่า ท่ามกลางความเงียบงันที่ควรจะมีแค่เสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ศิลากับรินรดาชะงักกึกพร้อมกัน สัญชาตญาณดิบของนักล่าและผู้พิทักษ์ตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที รินรดาขยับปากจะเอ่ยเตือน แต่ศิลาไวกว่า มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้จับเธอไว้ ควักวัตถุโลหะเย็นเฉียบออกจากกระเป๋าเสื้อสูทอย่างคล่องแคล่ว—ปืนพกสั้นที่บรรจุกระสุนอาคมพร้อมยิง ทว่า... ก่อนที่แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือจะส่องไปถึงมุมมืดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาล้อมรอบพวกเขาจากทุกทิศทาง พร้อมกับแสงไฟสีแดงฉานสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกฝ้า "ตำรวจกองปราบ! ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามขยับ!" เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น พร้อมกับร่างของนายตำรวจยศสารวัตรคนหนึ่งที่ศิลาคุ้นเคยดี ก้าวเข้ามาพร้อมปืนในมือที่เล็งตรงมาที่พวกเขา ทว่าสิ่งที่ทำให้ศิลานิ่งงันไปไม่ใช่ปืนของตำรวจ... แต่เป็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อของศพที่รินรดาเพิ่งตรวจเมื่อครู่ มันคือเข็มกลัดประจำตำแหน่ง... ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งนี้เอง --- ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมดำดิ่งไปในความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%