อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย•ตอนที่ 1

ศพที่ปราศจากรอยแผล

ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
กลิ่นคาวสนิมเหล็กผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของดินหลังฝนตก คือสิ่งแรกที่ปลุกประสาทสัมผัสของรินรดาให้ตื่นตัวอย่างเต็มพิกัด ร่างของหญิงสาวในชุดสูทลำลองสีเข้มคุกเข่าลงบนพื้นหญ้าเปียกชุ่มหลังอาคารคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสงไฟฉุกเฉินสีแดงส้มจากรถตำรวจที่จอดอยู่ไกลออกไปสาดส่องตัดผ่านม่านหมอกยามราตรี ทอดเงายาวน่ากลัวทับถมร่างไร้วิญญาณที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า ไม่มีรอยเลือด ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ เสื้อผ้าเนื้อดีไม่ได้หลุดลุ่ยแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงอย่างไร้แวว สติปัญญาและลมหายใจถูกพรากไปในพริบตาโดยปราศจากร่องรอยการทำร้ายร่างกาย รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ สัมผัสพิเศษที่อยู่ลึก,ใต้ผิวหนังสติปัญญาของเธอเริ่มสั่นพาน ร่างกายของศพนี้เย็นเยียบผิดมนุษย์มนา ราวกับพลังงานความร้อนทั้งหมดในร่างถูกสูบหายไปในคืนเดียว "อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติสามสิบองศา... ไร้รอยแผลภายนอก กล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวแบบศพทั่วไป นี่ไม่ใช่การตายธรรมชาติ และไม่ใช่ฆาตกรรมธรรมดา" รินรดาพึมพำกับตัวเอง มือเรียวใต้ถุงมือยางกำลังจะเอื้อมไปสัมผัสที่บริเวณหน้าผากของศพ เพื่อเชื่อมโยงกระแสจิตกับเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายที่ตกค้าง "คุณกำลังจะทำลายหลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วยความงมงายส่วนตัวของคุณเองหรือครับ... คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ทว่าแฝงด้วยกระแสความเฉียบขาดและเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ริมเส้นกั้นพื้นที่เกิดเหตุ รองเท้าหนังขัดเงาสะท้อนแสงไฟวับวับ แว่นตากรอบโลหะสะท้อนประกายความคมกริบของดวงตาคู่คมที่มองตรงมายังเธอด้วยสายตาสมเพชแกมรังเกียจ ศิลา... อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมโบราณ ผู้ชายที่มักจะปรากฏตัวในสถานที่ที่อันตรายที่สุด ด้วยท่าทีที่เย็นชาที่สุด รินรดาชักมือกลับอย่างหงุดหงิด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคมกริบของเธอฉายแววท้าทายไม่แพ้กัน "ถ้าคุณมายืนเพื่อจะพูดจาเหน็บแนม เชิญกลับไปห้องทำงานอุ่นๆ ของคุณเถอะค่ะ... อ้อ ขอโทษที ผมลืมตัวไปหน่อย... เชิญกลับไปซะเถอะครับ อาจารย์ศิลา" ศิลาไม่สะทกสะท้านต่อคำประชดประชันนั้น เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ห่างจากร่างไร้วิญญาณเพียงแค่เอื้อมมือ สายตาคมกวาดมองสภาพศพอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ "คุณใช้สายตาแห่งความเชื่อมองคดีนี้อีกแล้วสินะครับ คุณรินรดา คุณคิดว่านี่คือฝีมือของ 'ไสยเวท' หรือ 'อาคม' สายดำอะไรทำทำนองนั้นใช่ไหม" "สัมผัสของผม... เอ่อ... ของดิฉันบอกแบบนั้น" รินรดาแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดพลาดในยามอารมณ์ขึ้นสูง "ความเย็นแบบนี้ไม่ใช่ความตายทางกายภาพ แต่มันคือการถูกดึงวิญญาณออกไปทั้งเป็น คุณไม่รู้สึกถึงแรงอาฆาตที่ยังวนเวียนอยู่รอบตัวศพนี้เลยหรือไง" "สิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนี้ มีเพียงกลิ่นอายของความไร้เหตุผลและข้ออ้างของคนที่พยายามหาทางลัดในการสืบสวน" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ในทางวิทยาศาสตร์ ความเย็นจัดและการไร้รอยแผลสามารถอธิบายได้ด้วยภาวะการหยุดทำงานกะทันหันของระบบประสาทอัตโนมัติ จากการได้รับสารพิษชนิดใหม่ที่สกัดจากพืชตระกูลบอนป่า ซึ่งออกฤทธิ์กดระบบไหลเวียนโลหิตจนหยุดนิ่งในเสี้ยววินาที ไม่มีไสยเวทที่ไหนหรอกครับ มีแต่ความไร้เดียงสาทางเคมีของเหยื่อและฝีมือของฆาตกรที่รอบคอบต่างหาก" รินรดาแค่น "คุณมันพวกวัตถุนิยมตาบอด... ศิลา" เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับเขาในระยะประชิด ความสูงของเธอไม่ได้ทำให้เธอดูด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย "คุณปฏิเสธสิ่งที่คุณมองไม่เห็น เพียงเพราะมันคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่จำคำผมไว้เถอะ ว่าคดีนี้จะตบหน้าทฤษฎีเคมีงี่เง่าของคุณ จนคุณต้องมาคุกเข่าขอร้องให้ผมช่วยถอดอาคมออกให้" ศิลายืดตัวขึ้นตาม สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ผสมอยู่ในอากาศรอบตัวเธอ มันเป็นกลิ่นที่ขัดแย้งกับบรรยากาศน่ากลัวของสถานที่เกิดเหตุอย่างสิ้นเชิง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความขบขัน แต่เป็นความท้าทายที่อันตราย "ผมไม่เคยคุกเข่าให้ใคร... โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ความรู้สึกเหนือเหตุผล" ศิลาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ชิดริมหูเธอจนรินรดาต้องผับถอยหลังไปครึ่งก้าว "แต่ถ้าคุณมั่นใจนักว่านี่คืออาคม... งั้นเรามาเดิมพันกันไหมล่ะครับ ว่าระหว่างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของผม กับไสยเวทเพ้อเจ้อของคุณ อะไรกันแน่ที่จะไขคดีนี้ได้ก่อนกัน" ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตอกกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบ เสียงวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่บนไหล่ของนายตำรวจร้อยเวรใกล้ๆ ก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ *"ศูนย์ควบคุม... เราเพิ่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดมุมอับหลังตึกเจอแล้วครับ... แต่... แต่มันประหลาดมากครับสารวัตร"* เสียงปลายสายขาดๆ หายๆ เจืออาการสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด *"ในกล้อง... ไม่มีเงาของฆาตกรเดินเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว... แต่เราเห็น... เห็น..."* ตำรวจนายนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง *"เราเห็นเงาสะท้อนของศพ... ลุกขึ้นมานั่งคุยกับใครบางคน... ก่อนที่ผู้ตายจะล้มลงไปนอนแน่นิ่งแบบนั้นด้วยตัวของเขาเองครับ!"* ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย ดวงตาสองสีใต้กรอบแว่นหันขวับกลับมามองร่างไร้วิญญาณบนพื้นหญ้าอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุม รินรดาหันมามองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความสะใจ... แต่เต็มไปด้วยคำเตือนที่น่ากลัวที่สุด ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านผลงานของผมนะครับ
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%