รอยแตกบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานไม่ได้เกิดจากแรงกระแทกของกระสุนหรือก้อนหิน แต่เกิดจากความชื้นสะสมในเนื้อไม้เก่าคร่ำครึที่ขยายตัวตามอุณหภูมิยามค่ำคืน—ศิลารู้จักโครงสร้างของความเสียหายนี้ดีพอๆ กับที่เขารู้จักกลไกการแตกสลายของจิตใจมนุษย์
ปลายนิ้วเรียวยาวของอาจารย์หนุ่มเคาะลงบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักอย่างเป็นจังหวะ แสงจันทร์สีนวลอมฟ้าที่ลอดผ่านกระจกบานนั้นทาบทับลงบนเอกสารสำนวนคดีฆาตกรรมปริศนา กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกพลิกผ่านด้วยความเงียบเชียบ ราวกับเสียงกระดาษเสียดสีกันคือบทเพลงขับกล่อมความมืดมิดในยามวิกาล
"คุณกำลังอ่านมันซ้ำรอบที่สี่แล้วนะ, อาจารย์ศิลา"
เสียงหวานทุบทำลายความเงียบขึ้น รินรดาพิงสะโพกเข้ากับขอบหน้าต่างอีกด้าน แสงจันทร์ขับเน้นให้เงาร่างระหงของเธอดูราวกับภาพวาดโบราณที่ซ่อนพิษร้ายไว้ภายใต้ความงดงาม มือข้างหนึ่งถือแก้ววิสกี้สีอำพันแกว่งช้าๆ จนน้ำของเหลวสะท้อนแสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ
ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างไม่รีบร้อน "ผมกำลังหาข้อผิดพลาดในตรรกะของคุณต่างหาก, ผู้กอง... หรือบางที ผมอาจจะกำลังหาว่าคุณจงใจซ่อนหลักฐานอะไรไว้จากรายงานฉบับนี้กันแน่"
รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของหญิงสาว เธอยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณนี่มันระแวงเป็นนิสัยจริงๆ สมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญไสยเวทสายวิทยาศาสตร์... คิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับเสมอสินะครับ แม้กระทั่งเรื่องวิญญาณอาฆาตที่กำลังตามล่าคนในตระกูลนั้น"
"ไสยเวทไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ, รินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงและเฉียบขาด "มันคือจิตวิทยาเชิงลึกที่ถูกห่อหุ้มด้วยพิธีกรรม เพื่อชักใยความกลัวในจิตใต้สำนึกของมนุษย์... คนเรามักหวาดกลัวสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาเสมอ และคุณก็รู้ดีว่าเบื้องหลังคดีนี้ มันไม่ใช่คำสาป แต่ฝีมือมนุษย์ต่างหากที่น่ากลัวกว่าสิ่งลี้ลับนับร้อยเท่า"
บรรยากาศในห้องอلبอบอวลด้วยความตึงเครียดที่เจือความเย้ายวนอย่างประหลาด กลิ่นอายเฉพาะตัวของไสยเวทขาวที่ศิลามักใช้กำราบพลังงานลบผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ จากกายของรินรดา ทำให้พื้นที่แคบๆ นี้ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
รินรดาวางแก้วลงบนโต๊ะ เธอเดินเข้าหาชายหนุ่มอย่างช้าๆ ฝีเท้าแผ่วเบาราวกับแมวป่า จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน ห่างจากศิลาเพียงเอื้อมมือ
"ถ้ามันเป็นแค่จิตวิทยา... แล้วทำไมเวลาที่คุณมองตาฉันตอนนี้ หัวใจของคุณถึงไม่ได้เต้นเป็นจังหวะปกติล่ะครับ, อาจารย์ศิลา?"
คำพูดท้าทายนั้นทำให้ศิลาชะงักไปชั่วขณะ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงที่เหนือกว่าทำให้เขาต้องก้มมองเธอเล็กน้อย ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกที่ร้อนรุ่มและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นไอมัสก์และไออุ่นจากตัวเธอลอยละล่องเข้ามาแตะจมูก "คุณกำลังเล่นกับไฟ, รินรดา... และคุณก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนใจอ่อนพอที่จะยอมถูกแผดเผาโดยไม่มีเหตุผล"
"บางที... ไฟกองนี้อาจจะอบอุ่นกว่าที่คุณคิดก็ได้นะ" รินรดาไม่ถอยหนี เธอยื่นมือเรียวออกไป ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขา สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับขนนก แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในความรู้สึกของศิลา
ชายหนุ่มนิ่งงิ่งไปชั่วอึดใจ เขายอมรับกับตัวเองในใจลึกๆ ว่าความดื้อรั้นและความบ้าบิ่นของหญิงสาวตรงหน้าคือสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิต แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน ปลายมือของเขาเอื้อมขึ้นสัมผัสกรอบหน้าเนียนของเธออย่างแผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้ม
"เราต่างมีบาดแผลจากอดีต, รินรดา..." ศิลาเอ่ยด้วยเสียงกระซิบที่พร่าต่ำลง แววตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นกลับไหววับด้วยร่องรอยความเปราะบางที่ถูกซ่อนเร้นมานาน "คุณเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อความยุติธรรม... ส่วนผม พยายามใช้เหตุผลมาปิดกั้นความรู้สึกผิดที่ช่วยใครไว้ไม่ได้... เราสองคนคือความพินาศที่กำลังเดินเข้าหากันอย่างรู้ตัว"
"แล้วถ้าความพินาศนั้น... คือสิ่งเดียวที่ทำให้เรายังรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ล่ะคะ... เอ๊ย... ล่ะครับ?" รินรดาชะงักเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย แต่เธอกลับยิ้มเยาะให้กับความผิดพลาดเล็กๆ นั้น ก่อนจะขยับเข้าประชิดจนหน้าอกแนบชิดกับอกแกร่ง "คุณกล้าพอไหมล่ะ... ศิลา?"
ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ความเย้ายวนของราตรีและเงาอาคมรอบตัวราวกับหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว ศิลาโน้มใบลงช้าๆ หัวใจที่เคยด้านชาจากความสูญเสียกลับมาเต้นระรัวในอกอย่างบ้าคลั่ง มือของเขาเริ่มโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวอย่างเผลอไผล
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากกำลังจะแตะสัมผัสกันนั้นเอง
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังมาจากมุมมืดของห้อง—มุมที่แสงจันทร์สาดส่องไปไม่ถึง
ศิลาผละออกจากรินรดาอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณนักสืบและผู้ฝึกอาคม มือขวาคว้าด้ามมีดอาคมที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นชักทันที ขณะที่รินรดาชักปืนพกออกมาจากซองใต้แขนอย่างคล่องแคล่ว สายตาทั้งคู่คมกริบดั่งใบมีด หันขวับไปยังทิศทางของต้นเสียง
ที่ตรงนั้น... บนพรมเปอร์เซียสีเข้ม มีซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาวางอยู่บนเก้าอี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันไม่มีอะไรอยู่เลย และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ บนซองเอกสารนั้นมีรอยเปื้อนของ "ขี้ผึ้งหน้าผี" —เครื่องรางสายดำที่ใช้สะกดวิญญาณและควบคุมจิตคน ซึ่งมีเพียงผู้ใช้ไสยเวทระดับสูงเท่านั้นที่ครอบครอง!
ศิลาก้าวเข้าไปช้าๆ มือถือมีดอาคมพร้อมรับมือ เขาย่อตัวลงเปิดซองเอกสารนั้นออกด้วยความระมัดระวัง
ภายในนั้นไม่มีกระดาษคดีใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเดียวที่เพิ่งถ่ายสดๆ ร้อนๆ...
ภาพถ่ายของ *ศิลาและรินรดาที่กำลังยืนโน้มตัวเข้าหากันเมื่อสักครู่นี้* พร้อมกับข้อความลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีแดงฉานที่ด้านหลังภาพว่า:
*“ระวังตัวไว้ให้ดี... คนที่พวกคุณกำลังตามหา ไม่ได้มีแค่คนเป็น”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ — อรุณมนตราขาว
อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย•ตอนที่ 6
บทสนทนาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนช่างสงสัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!