คราบเลือดบนพื้นห้องชันสูตรไม่ได้ส่งเสียงร้อง แต่มันฟ้องร้องด้วยอุณหภูมิที่ลดต่ำลง
ธันวากำลังมองรอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มบนหุ่นจำลองซิลิโคนเกรดการแพทย์ ซึ่งถูกหล่อขึ้นมาตามสัดส่วนโครงกระเหรี่ยงและมวลกล้ามเนื้อของผู้ตายในคดีล่าสุด แสงไฟนีออนสีขาวโพลนจากเพดานสาดส่องลงมาสะท้อนกับผิวสัมผัสมันวาวของหุ่นจำลอง ราวกับมันกำลังยิ้มเยาะความพยายามของเขาในการลากตัวฆาตกรออกมาจากเงาดำ
"คุณกำลังทำอะไรกับตุ๊กตาซิลิโคนตัวนั้นรอบที่สิบรอบแล้วนะ หมอธันวา"
เสียงทุ้มห้วนของ ร.ต.อ. ศิลา ดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้อง นายตำรวจหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้แสงไฟ กลิ่นบุหรี่จางๆ เจือปนอยู่กับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ศิลาไม่ได้สูบในห้องนี้ แต่มันติดตัวเขามาจากระเบียงด้านนอก — ความเคยชินของคนที่มีคดีฆาตกรรมสุมอยู่เต็มหัว
ธันวาไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่หู ปลายนิ้วสวมถุงมือยางสีขาวยังคงกดลงไปที่ซี่โครงด้านซ้ายของหุ่นจำลอง แรงกดในระดับสามสิบกิโลกรัม — น้ำหนักที่คำนวณจากมุมองอาวุธมีคมและความหนาแน่นของผิวหนังมนุษย์
"ผมกำลังฟังเสียงของมันครับ ผู้กอง" ธันวาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาหลังกรอบแว่นโลหะว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายอารมณ์ใดๆ "ความตายไม่ได้พูดโกหก แต่มันกระซิบเบาเกินกว่าที่คนหูหนวกทางตรรกะจะได้ยิน"
ศิลาพ่นลมหายใจทางจมูก เดินเข้ามาประชิดโต๊ะชันสูตร สายตาคมกริบกวาดมองเครื่องมือแพทย์ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบราวกับเครื่องมือผ่าตัดศัลยกรรมหัวใจ ก่อนจะจ้องมองไปยังรอยแผลจำลองบนหน้าอกของหุ่น
"ถ้าคุณอยากฟังเสียงคนตาย ทำไมไม่ไปคุยกับหลุมศพของเหยื่อดูล่ะ? การเอาตัวคุณเองมาสวมรอยเป็นฆาตกรซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ มันไม่ได้ช่วยให้เรารู้ว่าไอ้เวรนั่นเป็นใครหรอกนะ มันมีแต่จะทำให้คุณเป็นบ้าไปก่อนที่เราจะได้หมายจับ"
ธันวาชะงักมือเล็กน้อย ปล่อยนิ้วออกจากซี่โครงหุ่น เขายืดตัวตรงช้าๆ หันมาสบตากับนายตำรวจรุ่นพี่ แววตาของแพทย์นิติเวชมีความเยือกเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิวเสมอเมื่อมันจ้องมองตรงมา
"ความบ้าคลั่งกับความอัจฉริยะกั้นกันแค่เส้นบางๆ ครับ ผู้กอง... และบางครั้ง การจะเข้าใจจิตใจของคนที่ไร้ความรู้สึกผิด เราต้องยอมถอดความเป็นมนุษย์ออกไปชั่วคราว เพื่อก้าวเข้าไปยืนในจุดที่คมมีดพุ่งเข้าหาเหยื่อ"
ธันวาหยิบมีดจำลองขึ้นมา สัญชาตญาณเตือนให้ศิลาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแพทย์ผู้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ แต่วินาทีที่ธันวาตวัดสายตาลงมองใบมีด รังสีบางอย่างจากตัวตนด้านมืดของแพทย์หนุ่มก็แผ่ซ่านออกมาจนน่าอึดอัด
"ดูนี่สิครับ..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างประหลาด น้ำเสียงที่ทำให้ศิลารู้สึกเหมือนกำลังฟังคำสารภาพบาปในโบสถ์มืด "มุมองศาแปดสิบห้าองศา... ฆาตกรไม่ได้ใช้แรงเหวี่ยงจากหัวไหล่ แต่มันใช้การหมุนของข้อศอกเพื่อลดแรงต้านของกระดูกอ่อน การแทงครั้งแรกไม่ใช่เพื่อปลิดชีพ แต่มันทำเพื่อ ‘ชิมลาง’"
ธันวากดปลายมีดลงบนหุ่นจำลอง เนื้อซิลิโคนยุบตัวลงตามแรงกด ร2.ต.อ. ศิลาขยับตัวเข้าใกล้โดยสัญชาตญาณ มือหนาเผลอวางลงบนด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยไม่รู้ตัว
"คุณกำลังอินเกินไปแล้ว ธันวา" ศิลาเตือนเสียงต่ำ นัยน์ตาคมกวาดมองเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามขมับของแพทย์หนุ่ม แม้ธันวาจะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงเพียงใด แต่กล้ามเนื้อรอบดวงตาและสันกรามที่ขบเข้าหากันอย่างแน่นหนากำลังทรยศเขา
"ผมไม่ได้อินครับ... ผมกำลังจำลอง" ธันวาหันมามองศิลา ใบหน้าห่างกันเพียงไม่กี่คืบ แววตาสีเทาเข้มสะท้อนภาพเงาของนายตำรวจหนุ่ม "คุณลองคิดดูสิครับผู้กอง... ถ้าคุณยืนอยู่ตรงนี้ ความกลัวของเหยื่อที่สั่นเทาอยู่ใต้ร่าง มันไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกอยากหยุดมือ แต่มันคือจังหวะดนตรีที่เร้าให้คุณอยากกดลึกเข้าไปอีก... ลึกเข้าไป... จนกว่าความอุ่นของเลือดจะอาบเต็มฝ่ามือ"
ลมหายใจของศิลากระชั้นชิดขึ้น เขารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ด้วยคำพูดและบรรยากาศอันบีบคั้น เคมีระหว่างพวกเขาสองคน — ตำรวจผู้ใช้อารมณ์กับแพทย์ผู้ใช้ตรรกะ — กำลังเผาไหม้ในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้จนออกซิเจนแทบหมดไปจากห้อง
"คุณเริ่มคิดเหมือนมันแล้ว ธันวา" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือที่กุมด้ามปืนกระชับแน่นขึ้น "หยุดบ้าเสียที!"
ธันวานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหลุบลงมองคราบเลือดปลอมบนมือตัวเอง สติสัมปชัญญะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างยาวนานเริ่มสั่นคลอน ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในอดีต — วันที่พ่อของเขาถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร — ซ้อนทับขึ้นมาในหัว สมองของเขาพยายามปฏิเสธ แต่สัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้าผ่านการจำลองคดีกำลังบอกเขาว่า เส้นแบ่งระหว่างผู้พิทักษ์ความยุติธรรมกับฆาตกรนั้นบางเสียจนแทบมองไม่เห็น
ห้องชันสูตรตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว
ก่อนที่ความตึงเครียดจะระเบิดออก เสียงเคาะประตูก็จู่โจมเข้ามาทำลายบรรยากาศอันหนักอึ้ง
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ทั้งธันวาและศิลาสะดุ้งเล็กน้อย ศิลาหันขวับไปมองบานประตูสแตนเลสที่ปิดสนิท ขณะที่ธันวายังคงยืนนิ่งอยู่หน้าหุ่นจำลอง ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ แม้หัวใจจะยังเต้นรัวด้วยแรงกระตุ้นจากจินตนาการอันมืดมน
"เข้ามา" ศิลาตะโกนออกไปเสียงแข็ง พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ
บานประตูเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสาวรุ่นน้องที่ยืนหน้าซีดเผือด เอกสารในมือสั่นเทาเล็กน้อย เธอไม่กล้าสบตาใครในห้องนี้ ราวกับนำข่าวร้ายระดับหายนะมาส่งมอบ
"ผู้กองครับ... หมอธันวา..." เสียงของเธอขาดห้วง "เราเพิ่งตรวจพบร่องรอยดีเอ็นเอแฝงที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสารเคมีชนิดพิเศษ... ใต้เล็บของหุ่นจำลอง... ไม่สิ... ใต้เล็บของเหยื่อตัวจริงที่เราเพิ่งเอากลับมาตรวจซ้ำ"
ธันวาค่อยๆ ถอดถุงมือยางออกทีละข้างอย่างใจเย็น แต่สายตาคมกริบกลับหันไปจ้องมองเจ้าหน้าที่สาวเขม็ง
"มันเป็นดีเอ็นเอของใคร?" ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงกลับคืนสู่ความเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
เจ้าหน้าที่สาวกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดชื่อออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ "ผลการเทียบเคียงในฐานข้อมูลระดับประเทศยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ... มันคือดีเอ็นเอของ... พลตำรวจตรี... พ่อของคุณเองครับ หมอธันวา"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมมีดแห่งตรรกะนี้ไปด้วยกันนะครับ — พยานปากเอก
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ•ตอนที่ 10
ภาพจำลองแห่งความอำมหิต
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!