กลิ่นคาวสนิมเหล็กและน้ำยาฆ่าเชื้อฟอร์มาลินยังคงอบอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล ทว่าบรรยากาศภายในห้องชันสูตรพลิกผันจากความเงียบสงบสู่ความตึงเครียดระดับจุดเดือด เมื่อเงาทึบทั้งสามร่างก้าวผ่านประตูกระจกฝ้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงเคาะประตู ไร้ซึ่งหมายค้น และไร้ซึ่งมารยาทอันควรจะมีของแขกผู้มาเยือน
ธันวาไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหลัง เขายังคงยืนพิงโต๊ะสแตนเลสอย่างไร้ความสะทกสะท้าน รอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของแพทย์นิติเวชหนุ่มทำหน้าที่เป็นคำทักทายอันยอดเยี่ยมสำหรับผู้มาเยือนยามวิกาล ในขณะที่ ร.ต.อ. ศิลา ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ขยับมือไปกุมด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงพิจารณาบุคคลแปลกหน้าทั้งสามที่แต่งกายด้วยสูทสีดำสนิทกลมกลืนกับความมืด
"พวกคุณคงไม่ใช่ตัวแทนบริษัทประกันชีวิตของศพบนโต๊ะหรอกนะครับ" ศลากล่าวทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนายตำรวจสนามเต็มไปด้วยความระแวงและพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ผู้นำกลุ่ม—ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้นหินอ่อน ก้าวออกมาเบื้องหน้า แสงไฟนีออนสะท้อนบนเลนส์แว่นตากรอบทองวับวาบ เขากวาดสายตามองไปที่ร่างไร้ลมหายใจบนเตียงชันสูตรแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับธันวาด้วยความนิ่งสนิทที่น่าขนลุก
"ผมชื่อบัญชาครับ... เป็นตัวแทนของความสงบเรียบร้อยที่พวกคุณกำลังพยายามทำลายลง" น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ "และผมคิดว่า หมอธันวา กับ ผู้กองศลา น่าจะรู้ตัวดีนะว่าพวกคุณกำลังเล่นอยู่กับไฟกองใหญ่แค่ไหน"
ศลาแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาขวางกึ่งกลางระหว่างบัญชากับธันวา "ไฟกองใหญ่เหรอครับ? แต่เท่าที่ผมเห็น มีแต่พวกคุณมากกว่าที่กำลังพยายามเผาทำลายหลักฐานเพื่อปกป้องฆาตกร คดีนี้มีรอยนิ้วมือแฝง... อ้อ โทษที ผมลืมไปว่าฆาตกรกลุ่มนี้ไร้รอยนิ้วมือ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกมันไร้ร่องรอยนี่ครับ"
บัญชาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นจัดเนคไทช้าๆ ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ มากกว่าจะมาคุยเรื่องคดีฆาตกรรมอำพราง "ร่องรอยเหรอครับ ผู้กอง? ในโลกใบนี้ มีร่องรอยมากมายที่กฎหมายมองไม่เห็น... และมีหลักฐานบางชิ้นที่ต่อให้คุณหาเจอ ก็ไม่มีค่าพอจะแลกกับอนาคตของสำนักงานตำรวจแห่งนี้ หรือแม้แต่อนาคตของคุณเอง"
คำขู่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยวาทศิลป์อันสุภาพแต่เลือดเย็น ทำให้ธันวาต้องขยับตัว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ถอดถุงมือยางออกทีละนิ้วอย่างใจเย็น สายตาสีเทาคู่คมจ้องมองบัญชา ราวกับกำลังวิเคราะห์ชิ้นเนื้อเน่าเฟะใต้กล้องจุลทรรศน์
"คุณบัญชาครับ..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ "มีดผ่าตัดเล่มนี้ของผม ทำหน้าที่กรีดเนื้อเยื่อเพื่อค้นหาความจริง ไม่ใช่เพื่อฟังคำสั่งจากใคร หน้าที่ของผมคือการให้คำตอบกับคนที่พูดไม่ได้บนโต๊ะนี้ ไม่ใช่การพยักหน้ารับข้อเสนอจากคนที่กลัวความจริง"
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ศิลาเหลือบมองธันวาแวบหนึ่ง แม้ทั้งคู่จะมีแนวทางในการทำงานที่ขัดแย้งกันมาตลอด แต่ในวินาทีนี้ เคมีบางอย่างระหว่างหมอนิติเวชผู้เย็นชากับตำรวจสนามผู้เลือดร้อนกลับสอดประสานกันอย่างน่าประหลาด พวกเขาคือฟันเฟืองสองตัวที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กำลังหมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อต่อต้านแรงบีั้นจากเบื้องบน
"ความจริง?" บัญชาทวนคำด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ไปถึงดวงตา "หมอธันวาครับ ความจริงเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับคนธรรมดา ในโลกที่พวกคุณกำลังสืบสวนอยู่ ความสงบเรียบร้อยสำคัญกว่าความยุติธรรมเสมอ ผู้มีพระคุณของผมไม่อยากเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก... และท่านก็คาดหวังว่า รายงานฉบับสุดท้ายที่จะถูกส่งไปยังอัยการ จะระบุว่านี่คือ 'อุบัติเหตุจากการทำงาน' ไม่ใช่ฆาตกรรมต่อเนื่อง"
"อุบัติเหตุ?" ศลาอุทานลั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลืออด "กระสุนฝังในกะโหลก ร่างกายถูกกรีดด้วยคมมีดที่แม่นยำราศัลยแพทย์ แล้วคุณจะให้ผมเขียนในสำนวนว่าผู้ตายสะดุดล้มหัวฟาดพื้นจนกระสุนเจาะหัวตัวเองอย่างนั้นเหรอครับ!"
"ถ้ามันจะช่วยให้พวกคุณยังคงมีลมหายใจอยู่ในอาชีพนี้ต่อไป..." ลูกน้องอีกคนของบัญชาที่ยืนเงียบมานานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยคุกคาม "มันก็เป็นอุบัติเหตุที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วครับ ผู้กอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ธันวาเอามือซ้ายล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์ ส่วนมือขวายังคงถือถุงมือยางที่ถูกขยำจนยับยี่ เขาไม่ปล่อยให้ความกดดันครอบงำ เขากลับเดินเข้าไปใกล้บัญชาทีละก้าว จนกระทั่งระยะห่างเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นอายความตายรอบตัวสร้างความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"คุณพ่อผมเคยบอกไว้..." ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำที่หลุดจากปากราวกับใบมีดที่กรีดลึก "ความกลัวของผู้มีอำนาจ คือเครื่องพิสูจน์ว่าหลักฐานที่เราถืออยู่... มันทรงพลังมากพอที่จะทำลายบัลลังก์ของพวกเขาได้"
ใบหน้าของบัญชาตึงขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจอมปลอมเลือนหายไปจากมุมปาก แววตาภายใต้กรอบแว่นทองคำฉายแววอันตราย "คุณกำลังเล่นกับไฟที่ใหญ่กว่าที่คุณคิดนะ หมอธันวา... ระวังตัวไว้เถอะครับ บางทีอุบัติเหตุครั้งต่อไป อาจจะไม่ใช่แค่ศพบนโต๊ะนี้ แต่อาจจะเป็นตัวคุณเอง"
พูดจบ บัญชาจึงส่งสัญญาณให้ลูกน้องทั้งสองคนหันหลังกลับ พร้อมที่จะก้าวเดินออกจากห้องชันสูตร ทว่าก่อนที่พวกเขาจะทันได้พ้นประตูกระจก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงหอบหายใจของเจ้าหน้าที่เวรยามที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
"ผู้กองครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ!" นายตำรวจชั้นผู้น้อยละล่ำละลักพูดขณะพิงกรอบประตู สีหน้าซีดเผือกราวกับคนเห็นผี "มีคำสั่งด่วนมาจากกองบัญชาการ... สั่งปลดผู้กองออกจากคดีนี้ทันทีครับ! และ..."
ศลาชะงัก กัดกรามแน่นจนสันกรามปูดโปน "และอะไร?!"
"และ... มีคำสั่งให้โอนย้ายศพทั้งหมดในห้องชันสูตรนี้ ไปทำลายทิ้งตามระเบียบความปลอดภัยชีวภาพ โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงจากเชื้อโรคระบาดครับ!"
บัญชาหันกลับมามองศลาและธันวาอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มแห่งชัยชนะกลับมาประดับบนใบหน้าของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ "นั่นไงครับ... ความสงบเรียบร้อยที่ผมพยายามจะบอก" บัญชากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปอย่างไร้เสียง พร้อมกับทิ้งความสิ้นหวังไว้เบื้องหลัง
ศลากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่หลังมือ เขาหันมามองธันวาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ หงุดหงิด และจนมุม "จบกัน... แบบนี้เราไม่เหลืออะไรเลย หมอ"
แต่ทว่า... ธันวากลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาสีเทาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววพ่ายแพ้ ตรงกันข้าม เขากลับหันไปมองร่างไร้ลมหายใจบนโต๊ะชันสูตรอีกครั้ง ก่อนจะหยิบปากกาไฟฉายขนาดเล็กขึ้นมาส่องสำรวจบริเวณซอกเล็บของศพที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างเมื่อครู่
"ใครบอกว่าเราไม่เหลืออะไรล่ะครับ ผู้กอง..." ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เขาดึงเศษวัตถุชิ้นเล็กจิ๋วสีเงินสะท้อนแสงออกมาจากซอกเล็บของศพด้วยคีมคีบชิ้นเล็กๆ "พวกมันคิดว่าทำลายหลักฐานทั้งหมดได้ แต่พวกมันลืมไปว่า... คนตาย มักจะทิ้งของขวัญชิ้นสุดท้ายไว้ให้เราเสมอ"
ศลารีบก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ เมื่อแสงไฟฉายส่องกระทบวัตถุชิ้นนั้น มันคือชิ้นส่วนโลหะขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สลักลวดลายตราสัญลักษณ์ประจำตัวที่คุ้นตาอย่างยิ่ง — ตราสัญลักษณ์ของหน่วยรักษาความปลอดภัยพิเศษสังกัดกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานเดียวกับที่บัญชาสังกัดอยู่ และเป็นหน่วยงานที่อยู่เหนือกฎหมายทุกประการ
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับศลา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้ มันเต็มไปด้วยความท้าทายที่พร้อมจะสั่นคลอนรากฐานของอำนาจมืดทั้งหมด
"ดูเหมือนว่า... เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างแท้จริงนะครับ ผู้กองศลา"
**************************************************
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมมีดแห่งตรรกะนี้ไปด้วยกันนะครับ — พยานปากเอก
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ•ตอนที่ 9
รอยร้าวในทีม
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!