กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฟอร์มาลีนในห้องชันสูตรศพยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้าน แต่มันอบอวลด้วยกลิ่นอายของความตายที่ถูกปรุงแต่งให้เจือจางลงด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ เสียงเครื่องมือสเตนเลสกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนก้องในห้องสี่เหลี่ยมเย็นเฉียบ
ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ถือวิสาสะผลักประตูกระจกฝ้าเข้ามา เขากำลังใช้คีมปลายแหลมคีบเศษเส้นใยสีดำขนาดเท่าปลายเข็มออกจากซอกเล็บของศพหญิงสาวบนเตียงเหล็ก แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสาดส่องลงบนร่างไร้วิญญาณ อาบไล้ผิวหนังซีดเซียวที่ถูกกรีดเปิดออกเป็นรูปตัววาย (Y-incision) เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่ถูกจัดระเบียบใหม่อย่างไร้ความรู้สึก
"คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในเขตอนุญาตพิเศษ ร.ต.อ.ศิลา" ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอ น้ำเสียงของแพทย์นิติเวชราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมด้วยความรำคาญที่ถูกขัดจังหวะในขั้นตอนวิเคราะห์ร่องรอยทางชีววิทยา
ศิลาก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังขอบเขตเส้นสีเหลืองที่ตีไว้บนพื้นกระเบื้อง สายตาคมกริบของนายตำรวจสืบสวนกวาดมองร่างบนเตียงอย่างไม่รู้สึกสะทกสะทะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่แผ่นหลังของหมอนิติเวชผู้หยิ่งทะนงในตรรกะ
"ผมไม่ได้มาขออนุญาต หมอธันวา..." ศิลาตอบเสียงทุ้มต่ำ เจือความกร้านโลกและรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ผมแค่มาทวงความจริง คดีนี้มีร่องรอยของการฆาตกรรมอำพรางที่ชัดเจนจนแม้แต่เด็กฝึกงานยังดูออก แต่รายงานเบื้องต้นที่คุณส่งให้ผมเมื่อสองชั่วโมงก่อน... กลับบอกว่าเธอหัวใจวายเฉียบพลันจากภาวะเครียด?"
ธันวาค่อยๆ วางคีมลงบนถาดสเตนเลส เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็ก เขาถอดถุงมือยางที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ ออกทีละนิ้วอย่างใจเย็น ก่อนจะหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับนายตำรวจหนุ่ม ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นโลหะฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
"วิทยาศาสตร์ไม่ทำงานตามจินตนาการของคุณ สารวัตร" ธันวาเดินเข้าประชิดขอบเขตเส้นเหลือง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่ก้าว เคมีอันตรายของความขัดแย้งแผ่ซ่านออกมาราวกับประจุไฟฟ้าที่รอวันปะทะ "กล้ามเนื้อหัวใจของเธอหนาตัวผิดปกติ หลอดเลือดโคโรเนตีบตันเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ และผลตรวจทางพิษวิทยาในเบื้องต้นไม่พบสารพิษแปลกปลอม นั่นคือข้อเท็จจริง... สิ่งที่ผมเขียนลงไปคือกฎหมายของธรรมชาติ ไม่ใช่นิยายสืบสวนที่คุณใช้อ่านก่อนนอน"
"ธรรมชาติบ้าบออะไรกัน!" ศิลาพุ่งเข้าประชิดเส้นกั้น ร่างสูงใหญ่กดดันด้วยความเกรี้ยวกราดที่สะสมมาตลอดการทำงานภาคสนาม มือหนาทุบลงบนโต๊ะข้างทางอย่างลืมตัว "คุณมองไม่เห็นรอยช้ำจางๆ ที่ต้นคอด้านหลังนั่นหรือไง? หรือว่าแว่นตาหนาเตอะของคุณมันกรองเอาความจริงออกไปหมดแล้วเหลือไว้แต่ตัวเลขสถิติ? ผู้หญิงคนนั้นคือน้องสาวของพยานปากเอกในคดีทุจริตงบประมาณแผ่นดินที่ผมกำลังตามสืบอยู่ เธอกำลังจะนัดเจอผมคืนนี้เพื่อมอบหลักฐาน... แล้วจู่ๆ เธอก็ 'หัวใจวาย' ตายคาห้องพักอย่างเหมาะเจาะเนี่ยนะ!"
ธันวานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า 'พยานปากเอก' คำนี้สะกิดความทรงจำสีเทาในอดีตของเขา—อดีตที่พ่อผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยให้กับเกมการเมืองสีเทาด้วยข้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว แต่สีหน้าของเขากลับยิ่งเยียบเย็นลงไปอีก
"ความบังเอิญที่สมบูรณ์แบบที่สุด... มักเป็นฝีมือของความตั้งใจเสมอ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่คมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสด "ผมไม่ได้ปฏิเสธว่านี่คือฆาตกรรม สารวัตร... สิ่งที่ผมกำลังบอกคุณคือ มันถูกทำอย่างแนบเนียนไร้รอยต่อ จนกระทั่งหลักฐานเชิงประจักษ์ทางนิติเวชยังฟ้องว่าเธอตายตามธรรมชาติ"
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ความโกรธเกรี้ยวในแววตาถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย เขารู้จักธันวาดี แพทย์หนุ่มคนนี้ไม่เคยพูดคำว่า 'แต่' หากไม่มีหลักฐานมารองรับ
"หมายความว่ายังไง?" ศิลาถามเสียงเบาลง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความขัดแย้งเป็นการร่วมมือกันโดยปริยาย
"หมายความว่า..." ธันวาหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะชันสูตร หยิบแท่งแก้วปลายแหลมขึ้นมาจุ่มลงในหลอดทดลองสารเคมีบางอย่าง หยดของเหลวใสลงบนเนื้อเยื่อบริเวณต้นคอที่ศิลากล่าวถึง "ฆาตกรไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้ใช้ยาพิษที่ตรวจสอบได้ในกระแสเลือด... แต่เลือกใช้ 'เข็มนาโนไททาเนียม' เจาะผ่านชั้นผิวหนังและเส้นประสาทกระตุ้นหัวใจโดยตรง แรงดันไฟฟ้าขนาดจิ๋วจากแบตเตอรี่สำรองสามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเลียนแบบโรคหัวใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้รอยแผล ไร้สารเคมีตกค้าง และจะสลายตัวกลายเป็นไอออนภายในสี่ชั่วโมง"
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ความหนยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
"เทคโนโลยีระดับนี้..." นายตำรวจหนุ่มพึมพำ "มีคนไม่กี่คนในประเทศนี้หรอกที่มีปัญญาเข้าถึงมัน"
"ถูกต้อง และหนึ่งในนั้นคือคนที่คุณกำลังพยายามปกป้อง หรือไม่ก็กำลังตามล่าอยู่" ธันวาหันกลับมาสบตา พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ทีนี้ คุณยังคิดว่าผมใช้แค่ตัวเลขสถิติทำงานอยู่หรือเปล่าล่ะครับ สารวัตร"
ก่อนที่ศิลาจะทันได้ตอบคำถาม ไฟนีออนเหนือศีรษะทั้งห้องก็เกิดอาการกะพริบถี่ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลงอย่างกะทันหัน ความมืดมิดเข้ากลืนกินห้องชันสูตรศพทันที เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวที่มุมห้อง
กึก... กึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าเร่งรีบของการวิ่งหนี แต่เป็นจังหวะก้าวเดินที่เยือกเย็น มั่นคง และจงใจให้ได้ยินราวกับผู้มาเยือนกำลังเดินตรวจอาณาจักรของตนเอง
ศิลาชักปืนพกออกจากซองข้างเอวด้วยความรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ สายตากวาดมองผ่านกระจกฝ้าออกไปในความมืดมิด ทว่าธันวากลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือของแพทย์นิติเวชยังคงถือแท่งแก้วทดลองค้างไว้ ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังบานประตูกระจกที่ค่อยๆ มีเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนทาบทับลงมา
แอด...
เสียงบานประตูห้องชันสูตรถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์ราคาแพงที่ลอยปะปนมากับกลิ่นคาวเลือด
เงาร่างในความมืดก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะชันสูตร แสงไฟฉุกเฉินสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของผู้มาเยือน—รอยยิ้มอันคุ้นเคยที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้น ทำให้ทั้งตำรวจสืบสวนและแพทย์นิติเวชถึงกับชะงักง้าง ลมหายใจสะดุดกكَนไปชั่วขณะ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - พยานปากเอก
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ•ตอนที่ 2
รอยเท้าในความมืด
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!