เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูที่ส่งเสียงคำรามเบา ๆ ยามจอดเทียบท่า ไม่ได้ทำให้คนนั่งรออยู่ข้างทางรู้สึกซาบซึ้งใจสักนิด รตาในชุดสูทเข้ารูปที่ตอนนี้มีคราบฝุ่นละอองจากการก้ม ๆ เงย ๆ เปิดฝากระโปรงรถคันเก่งติดตัว ปรายตามองเจ้าของรถที่เพิ่งลดกระจกฟิล์มดำสนิทลงด้วยใบหน้าเรียบตึงราวกับหุ่นยนต์ปูนปลาสเตอร์ที่เพิ่งหล่อเสร็จ
“รถหรูระดับคุณกรณ์ แต่จอดเสียทำเลได้อุบาทว์มากเลยนะครับ”
คำทักทายแรกที่พ่นออกจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสว่าง ไม่ได้มีความเกรงใจสถานะผู้มีพระคุณแม้แต่น้อย รตายืนกอดอกพิงสะโพกไว้กับฝากระโปรงรถที่พ่นไอความร้อนระอุออกมาปะทะอากาศยามค่ำคืน เส้นผมที่เคยรวบตึงอย่างเนียบกริบตอนนี้มีปอยหลุดลุ่ยลงมาเคล้าแก้มเนียน ขัดแย้งกับดวงตากลมโตที่วาววับด้วยความพยศอย่างถึงที่สุด
กรณ์ (กรณิศ) ขยับแว่นสายตา เลื่อนสายตาสำรวจสภาพเยิน ๆ ของผู้จัดการโครงการสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจเจือสมเพชเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเคาะพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูเป็นจังหวะ ปากหนาที่ขึ้นชื่อว่าคมยิ่งกว่ากรรไกรขยับตอบเรียบ ๆ
“ถ้าไม่ใช่เพราะขวางทางออกไซญาติจนผมถอยรถไม่ได้ มีหวังผมคงขับเหยียบข้ามหัวคุณไปแล้วล่ะครับคุณรตา... ขึ้นรถสิครับ หรือจะรอให้รถยกมาลากไปพร้อมกับความอวดเก่งของคุณตรงนี้”
“ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะสถาปนิกหน้าตาย” รตาพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ด้วยความหมั่นไส้ แต่สถานการณ์บังคับให้เธอต้องจำยอมเปิดประตูฝั่งตรงข้ามแล้วก้าวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างเสียไม่ได้ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับความสะอาดเนี้ยบแบบฉบับกรณ์ลอยเตะจมูกทันทีที่ปิดประตู เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นจากฝั่งคนขับราวกับเธอกำลังเป็นภาระชิ้นใหญ่หลวงในชีวิตเขา
รถยนต์เคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนยามค่ำคืนที่มีสายฝนปรอยลงมาบางเบา ความเงียบภายในห้องโดยสารอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงยางรถยนต์บด
“ขับช้าจัง กลัวรถราคาแพงของคุณสะเทือนหรือไง” รตาทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกวนประสาท มือเรียวเอื้อมไปปรับช่องแอร์ให้พัดเข้าหาตัวแรงขึ้น
“กลัวเชื้อโรคจากคนปากเก่งติดเบาะหนังราคาแพงของผมต่างหาก” กรณ์สวนกลับทันควันโดยไม่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นเมื่อหางตาเหลือบเห็นหญิงสาวข้างกายกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างไม่เกรงใจ “แล้วนี่... ทำไมถึงปล่อยให้รถพังกลางทางดึกดื่นแบบนั้น โปรเจกต์ห้างสรรพสินค้าใกล้เปิดตัวอยู่รอมร่อ สมองระดับผู้จัดการโครงการคิดได้แค่นี้เหรอครับ”
“ห่วงงานหรือห่วงฉันกันแน่คะ คุณสถาปนิก” รตาหันขวับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม ดวงตาสองคู่ประสานกันผ่านกระจกมองข้างที่สะท้อนแสงไฟนีออนข้างทาง เธอยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน “อ้อ... หรือว่ากลัวฉันไปทำงานสายพรุ่งนี้แล้วไม่มีคนคอยตบกับมีนาราแทนคุณล่ะ”
“อย่าสำคัญตัวผิดเลยรตา ผมแค่ไม่อยากเห็นหัวข้อข่าวหน้าหนึ่งพรุ่งนี้ว่า *‘ผู้จัดการโครงการสาวดับอนาถคาซากรถเพราะความสะร่อนของตัวเอง’* มันรกหูรกตาบริษัท”
“ปากเสีย!”
รตาฟาดยอดแขนเข้ากับเบาะข้าง ๆ อย่างหมั่นไส้ แต่กรณ์กลับทำเพียงแค่ยิ้มหยันที่มุมปาก หัวใจของสถาปนิกหนุ่มพองโตและเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ได้ต่อปากต่อคำกับยัยตัวแสบคนนี้ ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยและวาจาเชือดเฉือน ใครจะรู้ว่าเขาลอบมองเธอผ่านกระจกมองหลังมาตลอดทางตั้งแต่เห็นรถเธอจอดเสียอยู่ริมถนนแล้ว... เขาไม่มีทางปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ยืนเคว้งอยู่กลางถนนเปลี่ยวตอนตีสองแน่นอน ต่อให้ต้องปากเปียกปากแฉะแค่ไหนก็ตาม
รถเบนซ์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอพาร์ตเมนต์หรูใจกลางเมืองของรตา บรรยากาศภายในรถเงียบลงอีกครั้งเมื่อเครื่องยนต์ถูกดับลง เหลือเพียงเสียงฝนที่กระทบหลังคากระจกรถเบา ๆ
รตาหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งพิงพนักเบาะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่ยอมหันมามองเธอสักนิด
“ขอบคุณ... สำหรับการช่วยเหลือแบบจำใจของคุณนะคะ คุณกรณิศ” รตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย มือเรียวกำลังจะเอื้อมไปเปิดประตูรถ
“เดี๋ยวก่อนครับ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นดึงรั้งข้อมือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ รตาหันขวับกลับมามองด้วยความแปลกใจ ดวงตาสองคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ความมืดสลัวภายในรถขับเน้นให้แววตาของกรณ์ดูคมลึกล้ำและดุดันขึ้นเป็นกอง
“อะ... อะไรอีกคะ ถึงบ้านแล้วนะ หรือจะคิดค่าบริการลากรถคิดเป็นกิโลเมตร” รตาแกล้งทำเป็นไขสเกดกลบเกลื่อนอาการหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะเมื่อปลายนิ้วอุ่น ๆ ของเขายังคงแตะอยู่ที่ข้อมือเธอ
“ผมไม่ได้หน้าเงินขนาดนั้น...” กรณ์หันมามองเธอเต็มตา ใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้จนรตากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมกับความเย่อหยิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เธอนิ่งงบไปชั่วขณะ “แต่ถ้าคุณยังปากดีใส่ผมแบบนี้อีกครั้งเดียว... ผมจะไม่แค่มาส่งคุณที่หน้าตึกแน่”
“แล้วคุณจะทำไม...”
“ผมจะขึ้นไปคุมประพฤติคุณบนห้อง... ยาวไปจนถึงเช้าเลยครับ”
คำพูดกำกวมที่มาพร้อมกับสายตาวาววับดั่งสัตว์ป่ารอตะครุบเหยื่อ ทำให้รตาเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบ ๆ จะเถียงกลับแต่ก็เจอสายตาจริงจังที่กดดันจนพูดไม่ออก บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดกันอยู่ใกล้เสียจนหัวใจแทบหลุดออกมานอกอก
ทว่า... ก่อนที่รตาจะได้หาคำพูดไหนมาสวนกลับเพื่อรักษาฟอร์ม เสียงเคาะกระจกเบา ๆ จากด้านนอกฝั่งคนขับก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวราวกับมีใครมาตั้งเวลาไว้
*ก๊อก! ก๊อก!*
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ เขาหันขวับไปมองนอกกระจก ฝ่ามือหนาละจากข้อมือนุ่มทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านฟิล์มมืดไปยังร่างโปร่งของชายหนุ่มอีกคนที่ยืนถือร่มรออยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมรอยยิ้มกวนประสาทที่ส่งตรงเข้ามาในรถ
ธนัตถ์... เพื่อนสนิทตัวดีของเขาเอง!
ธนัตถ์ก้มตัวลงมองลอดกระจกที่กรณ์เพิ่งเลื่อนลงช้า ๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มหน้านิ่งถึงกับเลือดขึ้นหน้า
“อ้าว... กรณ์! มึงบอกกูว่ารถเสียอยู่แถวสุขุมวิท แล้วทำไมมึงมาโผล่รับว่าที่แฟนกูถึงหน้าคอนโดได้วะเนี่ย หรือว่าแผนรถเสียของมึง... จะใช้ไม่ได้ผลวะฮ่า ๆๆ!”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด•ตอนที่ 12
แผนกู้ภัยฉุกเฉินนอกเวลา
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!