เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานไม้สักทองดังสนั่น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของห้องประชุมใหญ่ประจำไซต์งาน กลิ่นอายของฝุ่นปูนและกาแฟดำเข้มข้นลอยอบอวลปะปนกัน รตาในชุดสูทสีเทาเข้มที่เคยเนียบกริบ บัดนี้กลับมีรอยยับยู่ยี่เล็กน้อย ใบหน้าเนียนใสที่มักจะแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเยหยันและแววตาท้าทายในยามปะทะคารมกับใครต่อใคร วันนี้กลับซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด ดวงตากลมโตคู่นั้นขอบตาร้อนผ่าวและแดงก่ำจากพิษไข้ที่รุมเร้ามาตั้งแต่เมื่อคืน
“ถ้าคุณจัดการเรื่องสเปกวัสดุของล็อบบี้หลักไม่ได้ภายในวันพุธนี้ โปรเจกต์นี้มีสิทธิ์สะดุดยาวแน่ครับคุณรตา”
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับหินผาของกรณิศดังขึ้น สถาปนิกหนุ่มมือรางวัลนั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม แว่นตากรอบโลหะทรงเหลี่ยมสะท้อนแสงไฟจากเพดานจนบังประกายตาคมกริบที่กำลังจับจ้องร่างบางตรงหน้า ร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกแสดงถึงความเนี้ยบที่น่าหมั่นไส้เช่นเคย แต่สิ่งที่รตาไม่รู้—หรือต่อให้รู้ก็คงไม่มีแรงจะใส่ใจ—คือปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ นั้นไม่ได้แสดงถึงความหงุดหงิด หากแต่เป็นความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยเย็นชาอย่างมิดชิด
รตาป้องปากไอเบาๆ เสียงแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เธอยกมือขึ้นขมับที่กำลังปวดตุบๆ ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำๆ
“ฉัน… อิงแผนเดิมไปก่อนค่ะ เรื่องวัสดุ เดี๋ยวฉันเคลียร์กับทางซัพพลายเออร์เอง คุณกรณ์ไม่ต้องมาจู้จี้เกินหน้าที่ผู้จัดการหรอกค่ะ” รตาพยายามดันเสียงให้แข็งกร้าวที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองดูอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายปากร้ายคนนี้ แต่เสียงที่หลุดออกมากลับสั่นพร่าและแหบแห้งจนน่าเวทนา
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว สันจมูกโด่งเป็นสันคมย่นเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์ ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพอิดโรยของคนดื้อรั้นตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมที่มัดลวกๆ ไปจนถึงริมฝีปากแห้งผากที่เริ่มแตกเป็นขุย ร่างบางกำลังฝืนยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความอดทนชัดๆ ปากเก่งไม่เข้าเรื่อง! ป่วยจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาทำเสียงแข็งใส่เขาอีก
“สภาพคุณตอนนี้ แค่เดินให้ตรงทางยังยากเลยครับ จะเอาสมองที่ไหนไปคุยกับซัพพลายเออร์ หรืออยากจะไปเป็นลมคาโต๊ะเจรจาให้บริษัทผมเสียชื่อเสียงไปด้วย” กรณ์พ่นคำพูดเชือดเฉือนออกมาตามนิสัยปากร้าย ทว่าน้ำเสียงที่ใช้นั้นกลับแฝงความหงุดหงิดที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนคนฟังอยากจะหยิบแฟ้มปาใส่หน้าให้รู้แล้วรู้รอด
“ก็ดีกว่านั่งฟังคนปากเสียแถวนี้พูดจาเหน็บแนมล่ะค่ะ!” รตากัดฟันกรอด ฝืนยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทว่าทันทีที่ขาเรียวก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียว โลกทั้งใบก็หมุนควายเคว้งคว้าง ภาพตรงหน้าพร่ามัวจนกลายเป็นสีดำสนิท ร่างบางเซถลาเข้าหากรอบประตูไม้ทันที
“เฮ้ย!”
เสียงทุ้มอุทานอย่างลืมตัว ร่างสูงใหญ่ของกรณ์พุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะทรุดฮวบลงไปกระแทกพื้น แรงปะทะทำให้รตาเซเข้าไปซบกับแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นกระชับ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุคลิกสะอาดสะอ้านพุ่งเข้าแตะจมูก รตาพยายามจะผลักไสออก แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกลับมลายหายไปสิ้น
“ปล่อยนะ…” เธอพึมพำเบาๆ ซบหน้าผากที่ร้อนราวจับไข้ลงกับลาดไหล่กว้างโดยไม่รู้ตัว
กรณ์นิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจร้อนผ่าวของหญิงสาวที่รดรินผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตบริเวณหัวไหล่ทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเยือกเย็นกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความโกรธที่เธอฝืนสังขารมาทำงานถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่ตีรวนขึ้นมาจนจุกอก มือหนาที่ตั้งใจจะผลักเธอออกกลับเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวคอดไว้แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างไม่รักดี
“ดื้อด้านสิ้นดี” เขาพึมพำด่าตัวเองและเธอเบาๆ ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นในวงแขนอย่างง่ายดายท่ามกลางความตกตะลึงของรตา
“นี่คุณ! ปล่อยฉันนะ ฉันเดินเองได้!” รตาร้องประท้วงด้วยเสียงแหบพร่า พยายามทุบกำปั้นน้อยๆ ลงบนอกเขา แต่เรี่ยวแรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการนวดตัวให้สถาปนิกหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าไม่อยากให้คนงานทั้งไซต์เห็นผู้จัดการโครงการเป็นลมพับคาห้องประชุม ก็หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ครับ” กรณ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงดุดันกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในอก อุ้มร่างบางเดินดุ่มๆ ออกจากห้องประชุมตรงไปยังห้องพักผ่อนส่วนตัวของสถาปนิกที่อยู่มุมตึกทันที
ธนัตถ์ที่เพิ่งเดินถือแฟ้มแบบแปลนผ่านมาพอดี ถึงกับต้องหยุดเดิน อ้าปากค้างกะพริบตาปริบๆ มองเพื่อนสนิทหนอมือหนึ่งผู้ไม่เคยชายตาดูกรรมกรหรือใครหน้าไหน กำลังอุ้มผู้จัดการสาวคนเก่งราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย วิศวกรหนุ่มยิ้มกริ่ม นัยน์ตาพราวระยับด้วยความสนุกสนาน รีบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงแซวไว้แทบไม่ทัน
“โอho… พ่อคนปากแข็ง ไวไฟเป็นบ้าเลยนะไอ้กร” ธนัตถ์พึมพำกับตัวเองด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่นอย่างรู้หน้าที่ ไม่ยอมเข้าไปเป็นก้างขวางคอความซึนเดระของเพื่อนรักให้เสียบรรยากาศ
ภายในห้องพักผ่อนส่วนตัว แอร์เย็นฉ่ำตัดกับความร้อนรุ่มจากพิษไข้ในกายของรตา กรณ์วางร่างบางลงบนโซฟาหนังยาวอย่างทะนุถนอม แม้สีหน้าจะยังคงบึ้งตึงและขมวดคิ้วมุ่นตลอดเวลา รตานอนหายใจหอบริน เปลือกตาสองข้างปิดสนิทเพราะพิษไข้เล่นงานอย่างหนัก ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความร้อน
กรณ์ยืนมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ลมหายใจถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความหนักอก เขาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัวครู่เดียว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกะละมังใบน้อยและผ้าขนหนูผืนนุ่ม ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงข้างโซฟาอย่างไม่ถือตัว มือหนาบรรจงบิดผ้าจนหมาดน้ำ แล้วเอื้อมไปหมายจะเช็ดตามกรอบหน้าและลำคอให้คนป่วย
ทันทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านแต่สัมผัสแผ่วเบาแตะลงที่ข้างแก้มเนียน รตา สะดุ้งเฮือก เปลือกตาปรือขึ้นช้าๆ มองหน้าเขาด้วยแววตาพร่าเลือน
“คุณ… ทำอะไร” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“เช็ดตัวสครับ ถ้าปล่อยให้คุณไข้ขึ้นจนสมองนิ่มไปมากกว่านี้ งานผมก็พลอยพังไปด้วยน่ะสิครับ” กรณ์ตอบเสียงห้วน กลบเกลื่อนความประหม่าในแววตาด้วยการทำเป็นดุ “นอนนิ่งๆ อย่าเรื่องมากน่า”
รตาเม้มริมฝีปากแห้งผาก มองใบหน้าคมคายที่กำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดหน้าเช็ดตาให้เธออย่างเก้ๆ กังๆ แต่ทะนุถนอม ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกท่ามกลางความหนาวสั่นจากไข้หวัด ผู้ชายปากร้ายคนนี้นี่นะ… ปากบอกว่ารำคาญ แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามเสียเหลือเกิน
ขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบงันและความใกล้ชิดที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ กรณ์ก็หยิบซองยาพาราและยาแก้อักเสบขึ้นมาวางบนโต๊ะกระจก พร้อมกับแก้วน้ำอุ่นที่เตรียมไว้เรียบร้อย
“กินยาซะ แล้วก็นอนพักตรงนี้แหละ เดี๋ยวผมสั่งให้ธนัตถ์ไปบอกเลื่อนประชุมบ่ายให้” กรณ์พูดเสียงเรียบ ทำท่าจะผุดลุกขึ้นยืนเพื่อรักษาระยะห่าง
แต่ทว่า… รตากลับเอื้อมมือเรียวเล็กที่สั่นเทาไปควชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ปลายเลิฟแววตาสั่นระริกช้อนขึ้นสบตากับเขาตรงๆ
“ขอบคุณนะคะ… คุณกรณ์” เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดผ่านริมฝีปากที่แย้มยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรก ทำเอาสถาปนิกหนุ่มผู้เนี้ยบกริบถึงกับชะงักงัน หัวใจในอกกระหน่ำเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก
กรณ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่ถูกรุกฆาตด้วยรอยยิ้มนั้น ชายหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีทำเป็นไม่ใส่ใจ พลางสะบัดชายเสื้อให้หลุดจากการเกาะกุม
“ใครเขาอยากให้คุณขอบคุณ นอนกินยาแล้วเงียบปากไปซะ!” เขาพูดเสียงแข็งกลบเกลื่อนอาการใจสั่น ก่อนจะหันหลังเดินดุ่มๆ ไปที่ประตู เพื่อซ่อนรอยยิ้มคลั่งรักที่ระบายอยู่บนใบหน้าอย่างไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าตัว
แต่ทว่า… ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปแตะลูกบิดประตู เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน พร้อมกับร่างสูงเพรียวของใครบางคนผลักเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต
“พี่กรณ์คะ! มีนาราได้ยินว่าคุณรตาเป็นลมในห้องประชุม… ตายจริง! มานอนทำอะไรตรงนี้ล่ะคะเนี่ย” เสียงแหลมใสแต่แฝงความเยาะเย้ยของมีนารา สถาปนิกสาวตึกคู่แข่ง อดีตรุ่นพี่ที่เคยสนิทสนมดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับก้าวเข้ามาประชิดตัวกรณ์ด้วยท่าทีสนิทสนมเกินงาม นัยน์ตาพราวระยับมองสำรวจรตาที่นอนอยู่บนโซฟาด้วยรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนไว้ไม่มิด
กรณ์หันขวับกลับมามองมีนาราด้วยแววตาคมกริบที่เย็นยะเยือกราวน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบทันที ความหงุดหงิดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อผู้หญิงน่ารำคาญคนนี้โผล่มาในเวลาที่ไม่ควรโผล่ที่สุด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด•ตอนที่ 11
ไข้หวัดกับความใจดีที่ซึนเดระ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!