"ถ้าคุณยังแก้บล็อกแปลนนี้ด้วยตรรกะแบบเด็กฝึกงาน ผมเกรงว่าโปรเจกต์ลุมพินีพาร์คคงต้องพับฐานก่อนตอกเสาเข็มเสียอีกครับ, คุณรตา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสเย้ยหยันดังขึ้นทำลายความเงียบของห้องประชุมใหญ่ กรณิศ หรือที่ใครต่อใครในวงการออกแบบขนานนามว่า 'สถาปนิกน้ำแข็ง' นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะประชุมกระจกเงาวับ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนแฟ้มรายงานความคืบหน้าโครงการที่กางอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนแววตำหนิอย่างไม่คิดจะปิดบัง
รตา สะบัดหน้าขวับ ดวงตากลมโตฉายประกายไฟวาวโรจน์ เธอไม่ได้สะท้านกับรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งนั้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ผู้จัดการโครงการสาวไฟแรงกลับยกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงสำหรับทุกคนที่กล้าหาญพอจะต่อปากต่อคำกับเธอ
"เด็กฝึกงานที่ท่านสถาปนิกเพิ่งกล่าวถึงคนนี้ ทำยอดเคลียร์แบบกับทางเขตผ่านฉลุยเร็วกว่ากำหนดสามวันนะคะ, คุณกรณ์" รตาเน้นเสียงคำว่า 'ท่านสถาปนิก' ชัดถ้อยชัดคำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันกลับ "ถ้าคุณจะกรุณาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นนั้นแล้วมองภาพรวมในไซต์งานจริงๆ คุณจะเห็นว่าทางหนีไฟที่ฉันปรับ ไม่ได้ทำลายสุนทรียภาพบ้าบอที่คุณหลงใหล แต่มันช่วยเซฟงบให้บริษัทไปได้เจ็ดหลัก... หรือว่าสมองอันเพอร์เฟกต์ของคุณคิดเป็นแต่เรื่องความสวยงาม จนลืมไปแล้วว่าตึกมันต้องสร้างขึ้นมาให้อยู่ได้จริงๆ?"
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบทันที ธนัตถ์ที่นั่งอยู่มุมห้องถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือดยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลาฃคิดในใจว่า *สองคนนี้ถ้าไม่ได้หยุมหัวกันตายไปข้าง คงต้องแอบไปจดทะเบียนสมองกลกันสักวันแน่ๆ*
กรณ์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มหรี่ลงมองหญิงสาวตรงหน้า ความจริงคือ... รายงานฉบับนี้ไม่ได้มีข้อบกพร่องตามที่เขาพ่นวาจาเผ็ดร้อนออกไปเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ฉบับร่างการปรับแก้โครงสร้างที่รตานำเสนอมานั้น 'ชาญฉลาด' ชนิดที่สถาปนิกมือรางวัลอย่างเขายังต้องแอบทึ่งในใจ
ลายเส้นและการคำนวณพื้นที่ใช้สอยถูกคิดมาอย่างรอบคอบ บาลانسระหว่างความงามทางสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันการใช้งานถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ มันเป็นงานที่ประณีต เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความใส่ใจ... ซึ่งเป็นคุณ
สมบัติที่กรณ์เฝ้าค้นหาในตัวร่วมงานมาตลอดชีวิตการทำงาน และเขาก็พบมันอยู่ในรายงานที่ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเซ็นอนุมัติ
แต่ปากเจ้ากรรม... ปากที่มักจะทำงานเร็วกว่าสมองทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มเยيยบเย็นและความมั่นใจเกินร้อยของเธอกลับเลือกที่จะพ่นคำดูถูกออกไปแทนที่จะเป็นคำชม
*ให้ตายสิ กรณิศ แกมันปากเสียเป็นบ้า* กรณ์สบถ, ในใจ
"ความสวยงามกับฟังก์ชันมันต้องมาคู่กันครับ ไม่ใช่สักแต่จะยัดเยียดพื้นที่ใช้สอยจนตึกออกมาหน้าตาเหมือนกล่องรองเท้าติดแอร์" กรณ์ยังคงแข็งใจเถียงกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความดื้อดึง "ถ้าคุณภูมิใจนักกับผลงานเกรดบีนี้ ก็เชิญเอาไปแจกให้ลูกน้องดูเล่นเถอะครับ ผมไม่มีเวลามานั่งตรวจงานที่ขาดรสนิยมแบบนี้ซ้ำสองรอบหรอก"
*กึก!*
เสียงแฟ้มรายงานในมือของรตากระแทกกับขอบโต๊ะดังสนั่น รงสีความโกรธพุ่งทะยานจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อย เธอก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของสถาปนิกหนุ่ม ปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของเขาหากกรณ์ไม่เอนตัวถอยหลังไปนิดตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว
"คุณกรณ์!" รตาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "คุณจะติเพื่อก่อหรือคุณแค่มีปัญหาทางจิตที่ยอมรับไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำงานดีกว่าที่คุณคาดไว้กันแน่คะ? ถ้าผลงานเกรดบีของฉันมันรกหูรกตาคุณนัก เชิญเอาปากกาแดงของคุณขีดฆ่าแล้วเขียนแบบใหม่มาเองเลยค่ะ! เชิญ!"
พูดจบ รตาก็คว้าแฟ้มเอกสารเล่มหนาจากโต๊ะเตรียมจะฟาดลงบนอกเสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบของอีกฝ่ายเพื่อระบายความคับแค้นใจ ทว่า...
*พรึบ!*
มือหนาของกรณ์เร็วกว่า เขายื่นมือออกไปรวบข้อมือบางเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที แรงปะทะทำให้แฟ้มเอกสารร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังโครม ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้งในเสี้ยววินาทีนั้น
ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ใกล้จนเกินไป ใกล้จนกรณ์ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จางๆ จากเรือนผมของหญิงสาว และใกล้จนรตาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือใหญ่ที่กุมข้อมือเธอไว้แน่น
ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่ง กรณ์ชะงักค้างไปชั่วขณะ ยามที่โกรธจัด ดวงตาของรตากลับเปล่งประกายเจิดจ้าและมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด มันดึงดูดสายตา ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างในอกข้างซ้ายให้เต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
"ปล่อยค่ะ..." รตากระซิบเสียงเบาลง ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหม่าอย่างกะทันหัน เมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังแนบชิดกันมากแค่ไหน หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"ผม..." กรณ์อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง คำแก้ตัว คำขอโทษ หรืออาจจะเป็น... ความจริงบางอย่างที่เก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิต ธนัตถ์ที่ทำตัวลีบเป็นอากาศธาตุมานานรีบกระโดดพรวดไปเปิดประตูทันที ก่อนที่สถานการณ์ในห้องจะก้าวล่วงเลยไปไกลกว่านี้
"ขอโทษที่รบกวนครับคุณกรณ์..." เสียงของเลขาหน้าห้องดังขึ้น พร้อมกับร่างของแขกไม่ได้รับเชิญที่ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขต "พอดีคุณมีนาราจากบริษัทคู่แข่ง ขอพบเป็นการส่วนตัวครับ เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับโครงสร้างฐานรากที่อาจจะกระทบกับโปรเจกต์นี้โดยตรง"
รหัสความตึงเครียดในอากาศเปลี่ยนทิศทางทันที กรณ์ปล่อยมือจากข้อมือของรตาช้าๆ แววตาที่เมื่อครู่ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกลาบในพริบตาเมื่อได้ยินชื่อของ 'มีนารา'
รตากลืนก้อนความรู้สึกแปลกประหลาดลงคอ เธอก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารที่พื้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แม้ในใจจะเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับผู้หญิงคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ แต่เธอก็เลือกที่จะสงวนท่าที
"เชิญคุณมีนาราเข้ามาได้ครับ" กรณ์เอ่ยเสียงเรียบ สายตาตวัดมองรตาแวบหนึ่งราวกับจะสื่อความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่
และในวินาทีที่ประตูกลandเปิดกว้างขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของอดีตรุ่นพี่ผู้เคยเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและรอยแผลในอディต์ของกรณ์... รตาก็สัมผัสได้ทันทีว่า พายุลูกใหญ่กำลังจะซัดถล่มโปรเจกต์นี้อย่างแท้จริงแล้ว
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด•ตอนที่ 10
คำชมที่ซ่อนอยู่หลังคำด่า
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!