กระดาษเอกสารในมือของรตาแทบจะไม่หลุดร่วงลงพื้น หากว่าปลายนิ้วเรียวไม่ได้จิกเข้ากับสันแฟ้มจนข้อต่องอขาวโพลน คำพูดของมีนาราเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังขึ้นกลางดึกสงัดในตึกที่กำลังก่อสร้าง
“แบบแปลนในเซฟเหรอครับ... คุณมีนาราชักจะพูดจาเลอะเลือนใหญ่แล้วนะ”
เสียงทุ้มต่ำของกรณ์ดังแทรกขึ้นทันท่วงที ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาบังร่างบางของรตาไว้ครึ่งตัวโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างนั้นให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด แม้ว่าในแววตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มจะฉายแววระaระวายอย่างปิดไม่มิดก็ตามที กรณ์รู้ดีกว่าใคร... เซฟใบนั้นไม่ได้เก็บแค่แปลนงาน แต่มันคือจุดตายทางลิขสิทธิ์ของบริษัท
“อุ๊ย กรณ์ทำเป็นดุไปได้... ถ้าไม่เชื่อ ลองเช็กระบบดูสคะ ว่าตอนนี้ไฟล์โปรเจกต์หลักของเราไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนคลาวด์ของใครแล้วบ้าง” มีนาราแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะ ดวงตาคู่คมกวาดมองคนทั้งสองด้วยความสะใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินนิ่มน่องจากไป ทิ้งให้ความเงียบงันอันหนักอึ้งเกาะกุมบรรยากาศรอบตัว
รตาเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูง มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเตรียมเช็กระบบเซิร์ฟเวอร์ทันที แต่ทว่า...
“ไม่ต้องเช็กหรอกครับ” เสียงห้าวทรงพลังของธนัตถ์ดังแทรกขึ้น พร้อมกับที่เจ้าตัวเดินผิวปากเข้ามาตบไหล่กรณ์ดังป้าบ “ไอ้กร... นายโดนยัยงูพิษนั่นตลบหลังเข้าให้แล้วล่ะมั้งแบบนี้ ยืนบื้ออยู่ได้ ไป! เลิกงานพอกแค่นี้ ไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางล้างซวยกันดีกว่า ฉันเลี้ยงเอง!”
“นายจะบ้าเหรอธนัตถ์ สถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะจะให้ไปกินก๋วยเตี๋ยว!” รตาหันไปแหวใส่ด้วยความหงุดหงิด ปากอิ่มเชิดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “บริษัทกำลังจะโดนฟ้องเรื่องแบบแปลนรั่วไหล คุณยังมีอารมณ์มาเล่นมุกตลกคาפהอยอยู่อีกเหรอคะ!”
“เอ้า, คุณผู้จัดการโครงการคนเก่ง...” ธนัตถ์ยักคิ้วกวนๆ ใส่ “ถ้าเครียดแล้วแบบแปลนมันจะงอกกลับมาเองได้ไหมล่ะครับ? อีกอย่าง... หน้าตาคุณตอนนี้เหมือนคนอดนอนมาสามวัน ปล่อยให้สมองมันรีเซ็ตบ้างเถอะน่า ไป! ไปกับฉัน ไอ้มืดนี่ก็ด้วย ห้ามปฏิเสธ!”
ไม่พูดเปล่า วิศวกรหนุ่มร่างท้วมแต่คล่องตัวกลับทำหน้าที่เป็นหัวลากตัวฉกาจ คว้าแขนเสื้อของทั้งกรณ์และรตาคนละข้าง แล้วออกแรงดึงแกมบังคับให้เดินตามลงมายังลานจอดรถอย่างไร้ความปรานี
ครึ่งชั่วโมงต่อมา...
กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปกระดูกหมูผสมเครื่องยาจีนลอยเตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้าเก่าแก่ริมทางเท้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน แสงไฟนีออนสีส้มสลัวสาดส่องกระทบกับโต๊ะพลาสติกสีฟ้าเก่าๆ ที่มีคราบมันบางๆ
รตานั่งกอดอกหน้ามุ่ยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกรณ์ โดยมีธนัตถ์นั่งคั่นกลางทำตัวเป็นก้างชิ้นโตที่อารมณ์ดีผิดเวลา
“เอ้า สั่งเลยครับคุณรตา บะหมี่แห้งต้มยำพิเศษ หรือจะเอาเกาเหลาร้อนๆ ดี? เผื่อมันจะช่วยดับความหัวร้อนในสมองคุณได้บ้าง” ธนัตถ์เลื่อนเมนูเคลือบพลาสติกส่งให้
“ฉันไม่มีอารมณ์กินหรอกค่ะธนัตถ์...” รตาถอนหายใจยาวพรืด “คุณก็น่าจะรู้ว่าถ้าเรื่องแบบแปลนหลุดไปจริงๆ โปรเจกต์นี้จบเห่แน่ และฉันในฐานะ PM ก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ”
“รับผิดชอบด้วยการเอาหัวโขกโต๊ะตายคาที่งั้นเหรอครับ?”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่บาดลึก กรณ์ที่นั่งเงียบมาตลอดตั้งแต่ขึ้นรถ ค่อยๆ วางตะเกียบในมือลง ดวงตาคมกราบมองหญิงสาวนิ่งสนิท ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกนั้น ใครจะรู้ว่าหัวใจของสถาปนิกหนุ่มกำลังบีบตัวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาเกลียดแสนเกลียด... ความรู้สึกที่ไม่อยากเห็นดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววความเครียดออกมาแม้แต่น้อย
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อยค่ะคุณกรณ์...” รตาหันไปค้อนขวับ ปากเรียวเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ “ฉันแค่เครียด... หรือว่าคุณไม่เครียดเลย? ไฟล์นั้นสำคัญกับบริษัทเรามากนะ หรือคุณมีแผนสำรองอะไรอยู่ในหัวแล้ว ถึงได้ทำหน้าตายนิ่งสนิทเป็นหินแกรนิตแบบนี้”
“ถ้าผมบอกว่าผมเครียด... คุณจะเลิกทำหน้าเหมือนคนท้องผูกนี่ไหมล่ะครับ” กรณ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่เล็กๆ ที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ทำให้รตาถึงกับอ้าปากค้าง
“นี่คุณ! ปากคอเราะร้ายขึ้นทุกวันแล้วนะ!”
“พอๆๆ เลิกเถียงกันสักนาทีเถอะครับพ่อคุณแม่คุณ” ธนัตถ์รีบยกมือห้ามทัพ พร้อมกับโบกมือเรียกเด็กเสิร์ฟ “เอาบะหมี่น้ำใสสอง บะหมี่แห้งต้มยำหนึ่ง แล้วก็น้ำเก๊กฮวยสามขวดด่วนๆ เลยครับน้อง!”
จังหวะนั้นเอง อาหารร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟควันโขมง ธนัตถ์แกล้งทำเป็นลุกขึ้นยืนแล้วย้ายก้นไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งอย่างรู้ความ “อุ๊ย ลืมไป... พอดีผมนัดสาวไว้แถวนี้ พวกเธอสองคนเคลียร์ปัญหากลุ่มกันตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”
“เฮ้ย! ธนัตถ์! นี่ยืนรอก่อนสิฟะ!” กรณ์ร้องเรียกเพื่อนสนิทหน้าตาย แต่ไอ้เพื่อนตัวดีกลับโบกมือหยอยๆ แล้วหายลับไปกับฝูงชนริมถนนอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงความเงียบงันที่ถูกแทนที่ด้วยเสียงช้อนกระทบชามและเสียงรถราวิ่งผ่านไปมา รตาก้มหน้ามองชามบะหมี่ตรงหน้าอย่างใจลอย มือเรียวใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่ไปมาโดยไม่ตักเข้าปากสักคำ
กรณ์ลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่สะท้อนกับแสงไฟข้างทาง เส้นผมสีเข้มที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียกรอบหน้าขาวทำให้เธอดูเปราะบางกว่ายามที่ยืนเถียงฉอดๆ ในไซต์งาน ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก... มันคือความหงุดหงิดเจือความเป็นห่วงที่เขาพยายามกดทับมันไว้ภายใต้มาดนิ่งสนิท
“เส้นมันจะอืดหมดแล้วนะครับ” กรณ์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
“ปล่อยมันอืดไปสคะ ฉันไม่มีอารมณ์เคี้ยว” รตาตอบเสียงอุบอิบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ดื้อรั้น... เป็นผู้จัดการโครงการประสาอะไร ปล่อยให้ท้องว่างแล้วเอาแรงที่ไหนไปสู้กับยัยมีนารานั่น”
พูดจบ กรณ์ก็จัดการเลื่อนชามบะหมี่แห้งต้มยำที่ปรุงรสเสร็จสรรพของตนเอง—ซึ่งเติมพริกและถั่วป่นจนสีสันจัดจ้าน—ไปตรงหน้าหญิงสาวแทน พร้อมกับเลื่อนชามน้ำใสจืดชืดของเธอมาไว้ฝั่งตัวเอง
รตาชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ “คุณ... เอาชามฉันไปทำไมคะเนี่ย?”
“ผมไม่ชอบกินเผ็ด... แต่ดูท่าทางคุณน่าจะชอบของร้อนและจัดจ้านเพื่อเรียกสติ” กรณ์ตอบหน้าตาย หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบลูกชิ้นปลาเข้าปากหน้าตาเฉย “กินซะ อย่าให้ผมต้องบังคับ”
หัวใจของรตากระตุกวูบอย่างแรง จังหวะการเต้นของชีพจรในอกไวกว่าปกติจนน่าตกใจ ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม ผู้ชายคนนี้... ปากก็บอกว่ารำคาญ ปากร้ายใส่เธอทุกคำ แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
“คุณนี่มัน...” รตาพึมพำเสียงเบา รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม ทั้งๆ ที่อากาศริมถนนออกจะเย็นสบาย
“ผมทำไมครับ?” กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมกริบคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา ร่างสูงโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว จนระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม จนรตารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบุรุษเพศที่เจือจางมากับอากาศ
“คุณมัน... ขี้โกง” รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามดันตัวเองถอยหลัง แต่สายตาคมกริบคู่นั้นกลับตรึงเธอไว้ราวกับถูกสะกด
“ขี้โกงตรงไหน...” เสียงทุ้มพร่าต่ำลง กระซิบแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับเสียงรอบข้าง “ผมแค่อยากให้คุณเลิกทำหน้าเครียด... แล้วหันมามองผมบ้าง”
ฉับพลันนั้นเอง...
“กรณิศ! นึกไม่ถึงเลยนะ ว่านายจะรสนิยมต่ำตมขนาดมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางกับผู้หญิงไร้น้ำยาแบบนี้!”
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ ให้พังทลายลงในพริบตา รตากับกรณ์สะดุ้งเฮือก รีบผละตัวออกจากกันทันที
เมื่อหันไปมองต้นเสียง ทั้งคู่ก็ต้องพบกับร่างของมีนาราที่ยืนกอดอกเชิดหน้ามองมาด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยาม ข้างกายเธอมีชายร่างท้วมสวมสูทดูมีราคาผู้หนึ่งยืนยบยอบอยู่—และเอกสารในแฟ้มสีน้ำเงินเข้มที่ชายคนนั้นถืออยู่... คือ 'สำเนาแบบแปลนโครงสร้างตัวจริง' ที่ควรจะอยู่ในเซฟของบริษัท!
รตาเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ในขณะที่กรามคมของกรณ์ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ระเบิดออกในเสี้ยววินาที
---
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด•ตอนที่ 6
มื้อค่ำข้างทางที่แพงความรู้สึก
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการโครงการสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!