"ถ้าคืนนี้ยังมีแต่วิญญาณหมูสามชั้นต้มเปื่อยยุรเยินแบบนี้อีกรอบ ฉันจะประท้วงด้วยการนอนคว่ำหน้าไม่ยอมขยับไปไหนทั้งสิ้นนะยะ!"
เสียงตบโต๊ะดังปึงสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงกิลด์รกร้างที่เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ เซร่า อดีตนักดาบหญิงมือหนึ่งผู้กลายสภาพเป็นวิญญาณเร่ร่อนในสังกัดของผม กำลังยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึง ดวงตาโปร่งแสงสีฟ้าเรืองรองฉายแววไม่พอใจอย่างรุนแรง เส้นผมสีเงินย้วยที่เคยสง่างามยามเมื่อครั้งยังมีชีวิต บัดนี้กลับชี้ฟูราวกับคนเพิ่งตื่นนอนและกำลังหงุดหงิดสุดขีด
ผม ซึ่งกำลังนั่งพับเพียบอยู่หน้ากองไฟกองเล็กๆ ที่ก่อขึ้นจากเศษไม้ผุพัง ค่อยๆ วางชามกระเบื้องบิ่นๆ ลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง
"ใจเย็นก่อนสิครับคุณเซร่า หมูสามชั้นวิญญาณนี่ก็นับว่าเป็นวัตถุดิบหายากในเขตสุสานร้างชั้นสามเชียวนะครับ ผมอุตส่าห์ใช้สกิล [อัญเชิญซากอาหาร] ดึงมันขึ้นมาจากหลุมศพของพ่อค้าเร่ร่อนเมื่อตอนหัวค่ำเลยนะ" ผมส่งยิ้มเจื่อนๆ พยายามใช้ไมตรีจิตเข้าสู้เพื่อลดอุณหภูมิความเดือดดาลในห้องโถงที่ลดต่ำลงจนไอเย็นแผ่ซ่าน
"หายากแล้วยังไงล่ะยะ! รสชาติมันเหมือนเคี้ยวกระดาษทรายผสมขี้เถ้า! วิญญาณอย่างพวกฉันกินเข้าไปก็ไม่มีวันอิ่มท้อง แถมยังไม่มีรสชาติอะไรเลยนอกจากความระทมตรำตรึง!"
เสียงโวยวายของเซร่าเรียกให้เหล่าผีและวิญญาณเร่ร่อนอีกสิบกว่าชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืดของกิลด์เริ่มส่งเสียงฮือฮาเห็นด้วย วิญญาณลุงช่างตีเหล็กผู้ไร้หัวโผล่ร่างโปร่งแสงขึ้นมาจากพื้นไม้ พร้อมกับเคาะค้อนลงกับพื้นปึงปังเพื่อสนับสนุนหัวหน้ากองทัพผี ขณะที่วิญญาณเด็กน้อยตัวจิ๋วสองพี่น้องต่างพากันนั่งเอามือกุมท้องทำท่าทางหิวโหยอย่างน่าเวทนา
นี่คือวิกฤตการณ์ระดับชาติของกิลด์ "รุ่งอรุณแห่งความตาย" ที่ผมเป็นมาสเตอร์มือใหม่ครับ... กิลด์ที่ควรจะยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม กลับต้องมาล่มสลายลงเพราะปัญหาคลาสสิกที่สุดของมนุษยชาติและอมนุษย์ นั่นคือ "ปากท้อง"
ในฐานะเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดที่เพิ่งถูกเตะโด่งข้ามมิติเข้ามาในเกมออนไลน์แฟนตาซีสุดโหดเรื่องนี้ ระบบไม่ได้มอบกองทัพอัศวินกระดูกอันเกรียงไกรมาให้ผมในวันแรก แต่ดันส่งวิญญาณขี้บ่นกลุ่มนี้มาเป็นมรดกตกทอดแทน หน้าที่ของผมจึงไม่ใช่การออกไปผจญภัยฆ่ามังกร แต่เป็นการวิ่งวุ่นหาอาหารมาให้ผีพวกนี้กินต่างหาก!
ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถง ระบบอินเทอร์เฟซโปร่งแสงสีฟ้าของกิลด์ยังคงกระพริบเตือนสถานะความจงรักภักดี (Loyalty Gauge) ของสมาชิกในกิลด์ที่กำลังร่วงกวาดลงมาแตะขีดสีแดงอย่างน่าตกใจ
[แจ้งเตือนระบบ: ความพึงพอใจของสมาชิกกิลด์ "รุ่งอรุณแห่งความตาย" ลดลงเหลือ 38%]
[คำเตือน: หากความพึงพอใจต่ำกว่า 30% สมาชิกวิญญาณระดับสูง (เซร่า) อาจใช้สิทธิ์ย้ายกิลด์หรือก่อกบฏ]
"โอho ร่วงลงไปเรื่อยๆ เลยแฮะ" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เซร่ากอดอกมองผมด้วยสายตาพิฆาต "ว่าไงล่ะมาสเตอร์หนุ่มรูปหล่อ มีปัญญาหาอะไรที่มันเจริญหูเจริญตาและเจริญปากมากกว่านี้ไหม หรือว่าสมองของนายมีแต่ขี้เลื่อยกับคาถาดำกระจอกๆ กันแน่"
ปากร้ายสมเป็นอดีตนักดาบหญิงชื่อดังจริงๆ ครับ แต่ผมรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเกรี้ยวกราดนั้น เซร่าและผีพวกนี้แค่ว้าเหว่และโหยหาบรรยากาศของโลกคนเป็นเท่านั้นเอง วิญญาณก็เหมือนคนแหละครับ ยิ่งหิวยิ่งหงุดหงิด ยิ่งหงุดหงิดก็ยิ่งอาละวาด
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ยันกายลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกางเกง ก่อนจะหยิบแผนที่เก่าคร่ำครึขึ้นมาคลี่ออกบนโต๊ะไม้ผุๆ แสงจากกองไฟสาดส่องกระทบเส้นทางต่างๆ บนแผนที่จนเกิดเงาทอดยาว
"ถ้าพวกคุณอยากได้ของอร่อยระดับภัตตาคารในโลกวิญญาณจริงๆ..." ผมเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่มักจะใช้เวลาเตรียมแผนการ "เราคงต้องลงทุนลงแรงกันหน่อยแล้วล่ะครับ"
เซร่าหรี่ตามองด้วยความสงสัยระคนระแวง "นายคิดจะทำอะไรอีกยะ อย่าบอกนะว่าจะพาพวกฉันไปปล้นร้านอาหารผีที่เขตการค้าชั้นเจ็ดอีก รอบที่แล้วเกือบโดนอัศวินวิญญาณไล่ตะเพิดจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างรอบสองอยู่แล้วนะ!"
"เปล่าเลยครับ วิธีนั้นมันเด็กๆ เกินไป" ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ "คืนนี้... เราจะไปล่า 'ราชันย์แห่งรสชาติ' กันครับ"
คำพูดของผมทำให้ห้องโถงที่เคยเซ็งแซ่กลับเงียบกริบลงทันที แม้กระทั่งลุงช่างตีเหล็กไร้หัวยังหยุดเคาะค้อน ดวงตาสีฟ้าของเซร่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"ราชันย์แห่งรสชาติ...? นายหมายถึง 'ราชากระทะเหล็กแห่งหุบเขาอเวจี' ตัวนั้นน่ะเหรอ! นายบ้าไปแล้วรึไง นั่นมันมอนสเตอร์ระดับบอสเขตแดนเชียวนะยะ เลเวลของพวกเราตอนนี้จะเอาอะไรไปสู้กับมัน แค่ลมหายใจของมันทีเดียว วิญญาณพวกนี้ก็สลายกลายเป็นควันดำหมดแล้ว!"
"ใครบอกว่าจะไปสู้กันด้วยกำลังล่ะครับคุณเซร่า" ผมยิ้มกริ่ม แตะปลายนิ้วลงบนแผนที่จุดที่วงกลมสีแดงเอาไว้ "เนโครแมนเซอร์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานกองทัพไปตีกับใครตรงๆ หรอกครับ... เรามีวิธีที่ฉลาดและ 'อร่อย' กว่านั้นเยอะ"
ผมดึงคัมภีร์เวทมนตร์เล่มเก่าคร่ำครึออกมาจากกระเป๋าคาดเอว เปิดหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรโบราณยึกยือ แสงสีม่วงเรืองรองพวยพุ่งออกมาจากหน้ากระดาษ กลิ่นอายของเวทมนตร์อัญเชิญระดับสูงแผ่กระจายไปทั่วห้องจนเซร่าต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
"นาย... ซ่อนคาถาแบบนี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..." เซร่าพึมพำ มองหน้าผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย
"ความลับของมาสเตอร์ไงครับ" ผมขยิบตาให้เธอทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปประกาศกรวดขันให้เหล่าวิญญาณในกิลด์ได้ยินทั่วกัน "เอาล่ะครับทุกคน! เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะไป 'ขโมยวัตถุดิบระดับตำนาน' มาทำชาบูวิญญาณกินกันให้พุงกางไปเลย!"
เสียงเฮลั่นห้องโถงดังขึ้น แม้จะยังมีความกังวลเจือปนอยู่บ้าง แต่ความอยากอาหารก็เอาชนะทุกสิ่ง ความมืดมิดของกิลด์ร้างถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของการผจญภัยครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ผมก้าวเดินนำหน้าทุกคนไปยังประตูทางออกไม้บานใหญ่ที่ปิดตายมานาน มือซ้ายถือคัมภีร์เวทมนตร์ มือขวาถือตะเกียงวิญญาณที่ส่องแสงสีฟ้าสว่างวาบเพื่อนำทางความมืดภายนอก
ทว่า... ในจังหวะที่ผมกำลังจะผลักบานประตูออกไปนั้นเอง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งอย่างแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนก้องกังวานเสียดแทงเข้าไปถึงประสาทสัมผัสของวิญญาณทุกตนในห้องโถง บรรยากาศที่กำลังฮึกเหิมพลันดิ่งฮวบลงสู่จุดเยือกแข็งในชั่วพริบตา
ไม่มีเสียงฝีเท้า... ไม่มีไอออนของมอนสเตอร์ธรรมดา...
เซร่าพุ่งเข้ามาควบแขนผมไว้แน่น สีหน้าของวิญญาณสาวแกร่งซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปที่บานประตูไม้สั่นระริก
"มะ... มาสเตอร์..." เสียงของเซร่าสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง "เวลานี้... ไม่มีใครหรือวิญญาณตนไหนกล้ามาเคาะประตูกิลด์เราหรอกนะ..."
ผมหรี่ตามองบานประตูที่เริ่มมีไอน้ำแข็งสีดำเกาะกาลเวลาขึ้นทีละน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของผมค่อยๆ เลือนหายไป ระบบอินเทอร์เฟซตรงหน้าไม่ได้แจ้งเตือนระดับความพึงพอใจของกิลด์อีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังแสดงข้อความสีแดงฉานกระพริบเตือนรัวเร็วด้วยฟอนต์ขนาดใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัว
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับ SSS!]
[ตรวจพบการมาเยือนของ "แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ" - องค์รักษ์แห่งความมืด: เคาน์สแห่งแดนสนธยา (เลเวล 85)]
[คำเตือน: เขตแดนกิลด์ถูกผนึกโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถหนีได้]
ประตูไม้ผุพังค่อยๆ ถูกดันเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวล่วงล้ำเข้ามาภายในห้องโถง โดยมีไอหมอกแห่งความตายพวยพุ่งออกมาจากรองเท้าบูททุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้น
และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ผู้มาเยือนปริศนาก็กระซิบเสียงแหบพร่าลึกซึ้งผ่านความมืดออกมาว่า...
"ข้าได้กลิ่น... 'อาหารมื้อค่ำ' ที่พวกเจ้ากำลังจะขโมยไป... ข้าขอร่วมวงด้วยคน จะได้ไหมล่ะ... เจ้าเนโครแมนเซอร์มือใหม่?"
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของเนโครแมนเซอร์จอมปั่นคนนี้เสมอนะครับ!
เนโครแมนเซอร์สายปั่น กับกิลด์ร้างที่เหลือแค่ผี•ตอนที่ 6
เมื่อผีขี้เกียจกลายเป็นปัญหา
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์สายปั่น กับกิลด์ร้างที่เหลือแค่ผี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!