“ฝ่าบาท... การถอยหลังหนึ่งก้าวในวันนี้ มิใช่การพ่ายแพ้ แต่เป็นการรักษาลมหายใจของมังกรเอาไว้ เพื่อให้มีแรงทะยานฟ้าในวันหน้าเพคะ”
สุ้มเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านอยู่ในใจของจ้าวเฟยหลง ผู้ซึ่งบัดนี้กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปนอยู่บนพระหัตถ์ เขานั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมในห้องทรงอักษร บรรยากาศรอบกายอึดอัดเสียจนแทบจะกลืนกินลมหายใจของทั้งคู่
“เจ้ากำลังบอกให้ข้าก้มหัวให้ท่านอาหนานเจี้ยนงั้นหรือ?” จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น “เขากำลังจะยึดอำนาจการแต่งตั้งขุนนางในหัวเมืองตะวันตกไป หากข้าเซ็นชื่อลงในฎีกานี้ เท่ากับข้าตัดแขนขาตัวเองเพื่อส่งถวายพานให้มัน!”
หลินฟางเซียนไม่ได้ตอบในทันที นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษร แสงเทียนที่เต้นเร่าอยู่ในโคมสะท้อนใบหน้าอันสงบนิ่งของนาง ดวงตางดงามคู่นั้นสะท้อนภาพฮ่องเต้หนุ่มที่กำลังจะแตกสลาย นางเอื้อมมือไปแตะที่ปลายพู่กันทองคำ แล้วเลื่อนถาดหมึกไปตรงหน้าเขาอย่างแผ่วเบา
“อำนาจที่ได้มาด้วยความเปราะบาง มิใช่อำนาจที่แท้จริงเพคะ” นางกระซิบ “ฝ่าบาททรงทราบดีว่ากองกำลังของอ๋องหนานเจี้ยนในตอนนี้เหนือกว่า หากดันทุรังไป ก็มีแต่จะทำให้ราษฎรในหัวเมืองเดือดร้อนจากการปะทะ... ท่านยอมเสียสละอำนาจเบื้องหน้า เพื่อซื้อเวลาในการสะสมกำลังในเงามืด มิใช่หรือเพคะ?”
จ้าวเฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ปะทุ “เจ้าช่างเย็นชาเหลือเกิน ฟางเซียน... เจ้าไม่รู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือที่เห็นข้าต้องกลายเป็นฮ่องเต้เชิดหุ่น?”
“ความเจ็บปวดมีค่าก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพคะ” นางตอบพลางประสานสายตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง “หากฝ่าบาทไม่ยอมลงนามในคืนนี้ ท่านอ๋องจะอ้างเหตุผลเรื่อง ‘การคลังที่ติดขัด’ เข้ามายึดทรัพย์สินของตระกูลหลิน เพื่อบีบให้ข้าต้องตกเป็นเครื่องมือของเขาอย่างสมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้น... ใครจะอยู่ข้างกายฝ่าบาทเล่าเพคะ?”
จ้าวเฟยหลงนิ่งไป ครู่หนึ่งที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง เขาหวนนึกถึงวันที่ราชสำนักรุมประณามตระกูลหลิน วันที่เขาไร้ทางเลือกจนต้องมองดูสตรีตรงหน้าต้องเผชิญโชคชะตาอย่างโดดเดี่ยว
มือที่สั่นเทาของฮ่องเต้หยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มหมึกสีดำสนิทจนชุ่มชื้น เขาตวัดปลายพู่กันลงบนฎีกาด้วยน้ำหนักที่หนักหน่วง ราวกับกำลังสลักความเจ็บช้ำลงในหัวใจตนเอง หินหนักอึ้งในอกของหลินฟางเซียนคลายลงเพียงนิด ทว่าความกังวลยังคงฉายชัดในแววตา
“เสร็จแล้ว” เขาโยนพู่กันทิ้งราวกับมันเป็นของร้อน “ออกไปเถอะ ข้าต้องการอยู่คนเดียว”
หลินฟางเซียนโค้งกายเตรียมจะถอยออกไป ทว่าทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทรงอักษร ประตูบานคู่ถูกกระชากเปิดออกโดยไม่มีการทูลขออนุญาต ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีม่วงเข้มของอ๋องหนานเจี้ยนก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ
“กระหม่อมได้ยินมาว่า ฝ่าบาททรงมีปัญหาเรื่องการตัดสินพระทัย... เห็นทีวันนี้กระหม่อมคงต้องเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเสียหน่อย” อ๋องหนานเจี้ยนกวาดสายตาคมกริบมองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะมองหลินฟางเซียนด้วยสายตาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกงูพิษเลื้อยผ่านผิวหนัง
จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ท่านอา... ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงไร้มารยาทเช่นนี้?”
“มารยาทหรือเพคะ?” อ๋องหนานเจี้ยนหัวเราะในลำคอ “ในวันที่บัลลังก์กำลังจะสั่นคลอน มารยาทก็เป็นเพียงเครื่องประดับที่ไร้ค่า... ฝ่าบาทคงไม่ทรงทราบว่า ขณะนี้องครักษ์เสื้อแพรจำนวนสองพันนายได้ปิดล้อมวังหลวงไว้หมดสิ้นแล้ว... นี่มิใช่การขออนุญาต แต่นี่คือการแจ้งข่าว”
หลินฟางเซียนชะงักฝีเท้า นางรีบขยับมาบังเบื้องหน้าฮ่องเต้โดยสัญชาตญาณ ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฎีกาฉบับเดียว แต่เป็นการปฏิวัติเงียบที่วางแผนมาเป็นแรมเดือน
“ท่านอ๋อง หมายความว่าอย่างไร?” นางเอ่ยถาม เสียงของนางยังคงนิ่งสนิททว่าแฝงความตื่นตระหนกที่ซ่อนไว้ภายใน
“หมายความว่า...” อ๋องหนานเจี้ยนเดินตรงมาที่โต๊ะ มองฎีกาที่จ้าวเฟยหลงเพิ่งลงนามไป แล้วฉีกมันทิ้งต่อหน้าต่อตาฮ่องเต้ “สิ่งที่ฝ่าบาททรงยอมเสียสละให้กระหม่อมนั้น... มันสายไปเสียแล้วพะย่ะค่ะ”
เขายื่นมือไปหยิบม้วนกระดาษอีกฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะแทนที่ฎีกาใบเก่า
“กระหม่อมไม่ได้ต้องการแค่หัวเมืองตะวันตก... แต่กระหม่อมต้องการให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติภายในยามสามของคืนนี้... และนั่นคือสัญญาที่แม่นางหลิน ‘ผู้แสนฉลาด’ จะต้องเป็นพยานในความสมัครใจนี้ด้วยตนเอง”
หลินฟางเซียนรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ นี่ไม่ใช่การต่อรอง... แต่นี่คือกับดักที่ปิดตายทุกช่องทางหนี หากนางไม่ยอมลงนามเป็นพยาน ฝ่าบาทจะต้องถูกกำจัดทันทีที่นี่ และหากนางลงนาม... นางก็จะกลายเป็นกบฏที่ทรยศต่อแผ่นดินและทรยศต่อหัวใจตนเองในสายตาของประวัติศาสตร์
จ้าวเฟยหลงหันมามองหลินฟางเซียน สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังในเวลาเดียวกันประสานกับนาง หวังเพียงเศษเสี้ยวของปาฏิหาริย์ที่นางจะหาทางออกให้แก่เขาได้อีกครั้ง
หลินฟางเซียนค่อยๆ ยื่นมือไปแตะม้วนกระดาษใบนั้น นิ้วของนางสั่นระริกขณะที่ความลับอันยิ่งใหญ่ที่นางเก็บงำไว้กำลังจะถูกเปิดเผย เพื่อหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่น... นอกจากต้องยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่เคยล่วงรู้!
หวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจของหลินฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 17
การตัดสินใจที่เจ็บปวด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!