“ฝ่าบาท... พระองค์แน่ใจหรือเพคะว่าสิ่งที่ทรงเลือก จะไม่ทำให้เลือดนองท้องพระโรงในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า”
เสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ นางนั่งอยู่เบื้องหน้าจ้าวเฟยหลงภายในตำหนักลับที่เงียบเชียบ ปราศจากองครักษ์ติดตาม แสงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาที่ฉายแวววิตกกังวลของฮ่องเต้หนุ่ม ผู้ซึ่งบัดนี้กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
จ้าวเฟยหลงไม่ตอบในทันที เขาค่อยๆ วางราชโองการที่เพิ่งร่างเสร็จลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ก่อนจะเงยหน้ามองสตรีที่เขาฝากความหวังไว้ทั้งชีวิต “หากข้าไม่เลือกทางนี้ อ๋องหนานเจี้ยนก็จะกัดกินบัลลังก์นี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว ฟางเซียน... เจ้าเองก็รู้ดีว่าพวกมันไม่ได้ต้องการเพียงอำนาจ แต่ต้องการทำลายตระกูลหลินของเจ้าให้สูญสิ้นด้วย”
“หม่อมฉันไม่กลัวความตายเพคะ แต่หม่อมฉันกลัวการพลาดพลั้งที่อาจดึงพระองค์ลงสู่หุบเหว” หญิงสาวกล่าวพลางขยับกายเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ “สายสืบของหม่อมฉันรายงานว่า กลุ่มอำนาจมืดในเงามืดของอ๋องหนานเจี้ยนเริ่มเคลื่อนไหวผิดปกติ พวกมันไม่ได้กำลังเตรียมรับมือการรัฐประหาร แต่พวกมันกำลัง... รอมารยาของใครบางคนอยู่”
จ้าวเฟยหลงขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หม่อมฉันพบร่องรอยของ ‘หยกมังกรดำ’ ในหมู่ผู้ติดตามของอ๋องหนานเจี้ยนเมื่อสามวันก่อน”
เพียงคำว่าหยกมังกรดำ จ้าวเฟยหลงถึงกับผุดลุกขึ้น สีหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย “เป็นไปไม่ได้! ตระกูลผู้พิทักษ์ด่านเถื่อนสาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายของราชวงศ์ก่อนหน้านานแล้ว พวกเขาตายหมดสิ้นในศึกชิงเมืองหลวง!”
“ถ้าอย่างนั้น... ผีร้ายที่ควรตายไปนานแล้วกำลังจะหวนคืนเพคะ”
บรรยากาศในตำหนักที่เคยอบอุ่นกลับหนาวเยือกขึ้นมาทันที ความตึงเครียดไม่ได้มาจากอ๋องหนานเจี้ยนผู้ทะเยอทะยานอีกต่อไป แต่มันมาจากสิ่งที่มองไม่เห็น กำลังคืบคลานเข้ามาในราชสำนักเหมือนพิษร้ายที่ไร้สีไร้กลิ่น
ขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสงสัย เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเชื่องช้าดังขึ้นจากหน้าประตูตำหนัก ไม่ใช่เสียงขององครักษ์ ไม่ใช่เสียงของขันที แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในได้
“หยกมังกรดำไม่ได้หวนคืน... เพราะมันไม่เคยจากไปไหนต่างหาก ฝ่าบาท”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจดังขึ้น ประตูไม้สลักลายมังกรถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามา นางสวมชุดสีเทาเรียบง่าย ทว่าเครื่องประดับหยกดำบนมวยผมนั้นกลับเปล่งประกายลึกลับชวนให้รู้สึกอึดอัด หลินฟางเซียนชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อออกมาทันที ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความระแวดระวัง
“เจ้าเป็นใคร!” จ้าวเฟยหลงตวาดลั่น
สตรีผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยสายตาที่หยามเหยียดเหมือนมองมดปลวก “ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นคนกางแผนที่ให้ตระกูลหลินของเจ้าได้ครองอำนาจในอดีต? ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นคนถอนรากถอนโคนตระกูลของเจ้าด้วยมือข้างเดียวกัน?”
หลินฟางเซียนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในอก ชื่อของบุคคลผู้นี้ถูกฝังลึกอยู่ในความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของนาง “ท่านป้า... ท่านคือคนทรยศที่หนีไปหลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่จวนตระกูลหลิน!”
สตรีผู้นั้นเหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูอัปลักษณ์และอำมหิต “ข้าไม่ได้ทรยศ ข้าแค่เลือกฝั่งที่มั่นคงกว่า และวันนี้... ข้าก็มาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของตระกูลข้าตั้งแต่ต้น”
นางยกมือขึ้นโบกช้าๆ จากเงามืดด้านหลังของนาง ร่างขององครักษ์หลวงที่ควรจะเฝ้าประตูอยู่ด้านนอกหกคนค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้นโดยไร้เสียง ลำคอของพวกเขามีรอยช้ำสีม่วงคล้ำราวกับถูกพลังบางอย่างบีบจนขาดใจตายในคราเดียว
จ้าวเฟยหลงชักกระบี่ออกมา แต่ทว่าแขนของเขากลับหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้ “นี่มัน... กลิ่นกำยานอะไรกัน...”
“กำยานดอกเหมยเหมันต์... ฮ่องเต้ที่รัก หากพระองค์หายใจเข้าลึกอีกเพียงนิด กระดูกและกล้ามเนื้อของพระองค์ก็จะกลายเป็นเพียงทรายที่ร่วงโรย” สตรีปริศนากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก่อนจะหันไปสบตาหลินฟางเซียน “เจ้าฉลาดนักฟางเซียน แต่น่าเสียดายที่ความฉลาดนั้นจะพาเจ้าไปสู่จุดจบที่ทรมานที่สุด พร้อมกับชายที่เจ้ารักคนนี้”
สตรีผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้จนปลายเท้าแตะกับขอบกระโปรงของหลินฟางเซียน ก่อนจะยื่นมือมาแตะคางของนางอย่างถือดี แล้วกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “อ๋องหนานเจี้ยนไม่ใช่ศัตรูที่พวกเจ้าควรกลัว... แต่เป็นข้า ที่จะทำลายสิ่งที่พวกเจ้าสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดให้มลายหายไปในวันนี้”
สิ้นเสียงคำประกาศนั้น ประตูด้านหลังของนางก็ปรากฏร่างชายฉกรรจ์นับสิบในชุดดำสนิท พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่พุ่งเข้าใส่คนทั้งสองอย่างรุนแรง จ้าวเฟยหลงทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง พยายามประคองสติไว้ไม่ให้ดับวูบลง หางตาของเขาเห็นหลินฟางเซียนกำลังกัดริมฝีปากจนเลือดซึมเพื่อดึงสติจากการสะกดของกลิ่นกำยานนั้น
ทันใดนั้นเอง สตรีปริศนาก็ชักกริชเล่มงามออกมา แล้วพุ่งเป้าไปที่จุดตายของจ้าวเฟยหลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลินฟางเซียนคำรามในลำคอ พุ่งตัวเข้าขวางด้วยพละกำลังสุดท้าย แต่กริชนั้นกลับเปลี่ยนทิศทางในพริบตา ตรงเข้าหาอกของนางแทนที่... เสียงโลหะปะทะเนื้อดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แสนโหดร้าย!
หลินฟางเซียนเบิกตากว้าง เมื่อสัมผัสได้ว่ากริชเล่มนั้นไม่ได้แทงลงมาที่ตัวนาง แต่แทงทะลุผ่านภาพลวงตาที่นางสร้างขึ้น และคนที่มีดลือดไหลนองไม่ใช่จ้าวเฟยหลง แต่เป็นบุรุษอีกคนหนึ่งที่เพิ่งพุ่งเข้ามาจากหน้าต่างข้างตำหนัก... คนที่ควรจะอยู่ที่ชายแดนและเป็นพันธมิตรคนสุดท้ายของพวกนาง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านปมปริศนาที่กำลังจะเปลี่ยนชะตาแผ่นดินไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 30
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!