"เจ้าคิดจะฝังข้าไว้ที่นี่พร้อมกับความลับพวกนั้นจริงๆ หรือ อ๋องหนานเจี้ยน?"
เสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็น นางไม่ได้หลบหนี แม้เปลวเพลิงสีส้มแดงจะเริ่มโอบล้อมตำหนักบรรณศาลาที่นางถูกขังไว้ราวกับงูยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง กลิ่นไม้จันทน์หอมที่เคยรื่นรมย์บัดนี้กลายเป็นกลิ่นอายของความตายที่ลอยคละคลุ้งไปพร้อมกับควันไฟ
ด้านนอกกำแพง เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารอารักขาที่ถูกสั่งถอยร่นดังกึกก้องสลับกับเสียงหัวเราะของเปลวเพลิง อ๋องหนานเจี้ยนไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เสียงของเขากลับก้องสะท้อนมาจากทางเดินด้านนอกผ่านประตูปิดตาย "ความลับที่ตายไปพร้อมกับเจ้า... คือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่ข้าต้องการ หวังว่าท่านหญิงจะเลือกที่ตายได้สมฐานะตระกูลหลินนะ"
ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ นางทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางกองหนังสือที่เริ่มมอดไหม้ ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาจนผิวพรรณเริ่มแสบร้อน สติของนางเริ่มพร่าเลือน ความตายไม่ใช่สิ่งที่นางหวาดกลัว สิ่งที่น่าเวทนาคือการที่นางยังไม่ได้ทำหน้าที่ของ 'หมาก' ตัวนี้ให้ลุล่วงต่างหาก
*ปัง!*
เสียงกระแทกประตูที่หนาหนักดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่บานไม้ที่กำลังถูกเปลวเพลิงกัดกินจะพังครืนลงมา ร่างหนึ่งในชุดฉลองพระองค์สีทองเข้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควันปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ จ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามาในกองเพลิงด้วยท่าทีที่ไม่ต่างจากพยัคฆ์ร้าย ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะควันไฟ แต่เพราะโทสะที่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด
"ใครอนุญาตให้เจ้าตายหลินฟางเซียน!" เขาตวาด เสียงนั้นแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับจะดับไฟในห้องนี้ได้เพียงแค่คำสั่ง
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เป็นดั่งโชคชะตาที่นางเกลียดชังและจำยอมต้องฝากชีวิตไว้ "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงเสี่ยงเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร? ในเมื่อข้าเป็นเพียงหมากที่พร้อมจะถูกสละทิ้งได้ทุกเมื่อ"
จ้าวเฟยหลงไม่ตอบ เขาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือนางแล้วกระชากให้ลุกขึ้น แรงบีบนั้นแน่นจนนางรู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่มันกลับเป็นความเจ็บปวดที่เตือนให้รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ เขาโอบกอดนางไว้แน่น ประหนึ่งต้องการปกป้องชีวิตนี้จากเงื้อมมือของมัจจุราชที่กำลังคลืบคลานเข้ามา
"หมากตัวนี้... เป็นของข้า" เขาพึมพำชิดข้างหูนาง "และข้าไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนมาพรากมันไปจากกระดานของข้า ทั้งนั้น!"
เปลวไฟโหมกระหน่ำขึ้นอีกระลอก คานไม้บนเพดานเริ่มร่วงหล่น จ้าวเฟยหลงใช้เสื้อคลุมตัวนอกตวัดบังร่างของนางไว้ราวกับโล่ห์มนุษย์ เขาฝ่ากองเพลิงออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งการของเหล่าขุนนางด้านนอกที่แตกตื่นเมื่อเห็นฮ่องเต้เสี่ยงชีวิตเข้าไปในกองเพลิง
เมื่อหลุดพ้นออกมาจากวิหารที่กำลังมอดไหม้สู่บรรยากาศเย็นยะเยือกของยามราตรี จ้าวเฟยหลงปล่อยนางลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น เขายืนหอบหายใจหนักๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบข้างอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินบรรยาย
ฟางเซียนปาดเขม่าออกจากใบหน้า ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและชุดที่ขาดวิ่นไม่ได้ทำให้ความสง่างามของนางลดน้อยลงแม้แต่น้อย นางประสานสายตากับฮ่องเต้หนุ่ม "ความเมตตาของพระองค์ในวันนี้... ทำให้ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ในอนาคตใครกันแน่ที่จะเป็นคนทรยศใคร"
จ้าวเฟยหลงย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนฟางเซียนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างของเขาที่ยังไม่จางหาย เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าห่างกันเพียงลมหายใจกั้น "ข้าไม่ได้เมตตา ข้าแค่ต้องการตัวเจ้า... เพื่อให้เจ้าเห็นว่าใครกันแน่ที่สมควรอยู่บนบัลลังก์มังกรแห่งนี้"
ท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุมหลังความโกลาหล จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของกลุ่มทหารอารักขา ฟางเซียนชะงักไปเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทาเข้มเดินแหวกแถวทหารเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำเอาผู้คนรอบข้างต้องก้มหัวลงโดยสัญชาตญาณ
"ช่างเป็นฉากรักที่น่าประทับใจยิ่งนัก ฝ่าบาท" อ๋องหนานเจี้ยนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาหยุดยืนห่างออกไปสามก้าว ในมือถือพัดพับสีดำสนิทเอาไว้มั่น
จ้าวเฟยหลงหันขวับไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นอาทันที รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากทั้งสองบุรุษปะทะกันจนราวกับบรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่ง ฟางเซียนเหลือบมองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของอ๋องหนานเจี้ยน นางสังเกตเห็นประกายของโลหะสีเงินที่วับวาวขึ้นมาเพียงครู่เดียว
"ท่านอา... ท่านมาได้ถูกเวลาเสียจริง" จ้าวเฟยหลงเอ่ยเสียงเย็น
"ถูกเวลาหรือไม่ ข้าไม่ทราบ" อ๋องหนานเจี้ยนยิ้มกว้างขึ้น "แต่ข้าทราบเพียงว่า บัดนี้ประตูปราการวังหลวงถูกปิดตายและทหารองครักษ์ทั้งหมดอยู่ในกำมือข้า... ฮ่องเต้ที่ไร้บัลลังก์ ก็เป็นเพียงเศษซากที่รอการทำลายทิ้งเท่านั้น"
ในวินาทีนั้นเอง ฟางเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังจ้าวเฟยหลงก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ากริชที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อของตัวเองออกมา... แต่นางไม่ได้เล็งไปที่อ๋องหนานเจี้ยน หากแต่จ่อไว้ที่คอของจ้าวเฟยหลง!
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะเตรียมใจรับแรงกระแทกในตอนต่อไป เพราะเกมนี้ได้เปลี่ยนผู้เล่นไปโดยสิ้นเชิงแล้วนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 12
คำสารภาพท่ามกลางกองเพลิง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!