“หากใต้เท้าหลินยังคงยืนกรานเช่นนี้ เกรงว่าตราประทับชิ้นนี้คงต้องเปลี่ยนไปอยู่ในมือของคนอื่นที่พร้อมจะ ‘ฟังความ’ มากกว่าท่าน”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดของจ้าวเฟยหลงดังก้องไปทั่วโถงอักษร บรรยากาศภายในห้องมืดสลัวมีเพียงแสงเทียนวูบไหวสะท้อนกับคมดาบที่พาดอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อดี หลิวฟางเซียนนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง ดวงตาหงส์หรี่มองขุนนางชราเบื้องหน้า—ใต้เท้าหยาง ขุนนางเก่าแก่สามรัชสมัยผู้กุมอำนาจการคลังในราชสำนักมานานกว่าครึ่งค่อนชีวิต
ใต้เท้าหยางขยับกายเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ในความเงียบงัน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาบัดนี้ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน “ฝ่าบาท... การรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม มิใช่การบังคับขู่เข็ญให้ผู้อื่นก้มหัวยอมรับแผนการที่ไร้รากฐานมั่นคง กระหม่อมรับใช้เสด็จพ่อของพระองค์มานานพอที่จะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความมั่นคง’ และอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ‘หายนะ’”
ฟางเซียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบกันของถ้วยกระเบื้องกังวานดุจเสียงสัญญาณเตือนภัย นางเงยหน้าขึ้น สบตากับใต้เท้าหยางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ใต้เท้าหยาง... ท่านไม่ได้กลัวความหายนะหรอกค่ะ ท่านเพียงแต่กลัวว่าหากฝ่าบาททำสำเร็จ อำนาจที่ท่านสั่งสมมานานจะกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นที่ถูกพัดหายไปในพริบตา ท่านรักแผ่นดิน หรือรักบัลลังก์ที่ท่านบงการอยู่หลังม่านกันแน่คะ?”
ใต้เท้าหยางแค่นหัวเราะ “หลินฟางเซียน เจ้าเป็นเพียงสตรีที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง จะไปเข้าใจวิถีแห่งอำนาจที่ซับซ้อนได้อย่างไร”
“วิถีแห่งอำนาจหรือคะ?” จ้าวเฟยหลงก้าวลงจากบัลลังก์ไม้สลักลวดลายมังกร ก้าวเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่เบื้องหลังใต้เท้าหยาง “ถ้าการสั่งให้ทหารออกไปรบโดยไม่คำนึงถึงชีวิตไพร่พลเพื่อปกป้องเส้นทางขนส่งสินค้าส่วนตัวของท่านเรียกว่าอำนาจ เช่นนั้นข้าขอเป็นฮ่องเต้ที่ไร้อำนาจ แต่มีแผ่นดินที่ร่มเย็นดีกว่า”
เขาขยับตัวเข้าใกล้กระซิบที่ข้างหูขุนนางชรา “ท่านเคยเห็นใบหน้าของชาวบ้านที่อดตายในเขตกันดารหรือไม่? ท่านเคยได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ถูกรีดไถภาษีจนหมดเนื้อหมดตัวหรือเปล่า? ข้าเห็น... และข้าจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นภายใต้รัชสมัยของข้าอีกต่อไป”
ใต้เท้าหยางตัวสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่ด้วยความตกใจที่ได้ยินความจริงอันขมขื่นที่เขากลบฝังไว้ใต้กองทองคำมาเนิ่นนาน
ฟางเซียนสังเกตเห็นมือที่สั่นระริกของชายชรา นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ทว่าทรงพลัง “ใต้เท้าหยาง... เสด็จพ่อของฝ่าบาทฝากความหวังไว้กับท่าน เพราะท่านคือคนเดียวที่กล้าทัดทานพระองค์ในวันที่พระองค์ทำผิดพลาด แต่บัดนี้ ท่านกำลังกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นความเจริญเพียงเพราะความดื้อรั้นของคนแก่ที่ยึดติดกับอดีต ท่านไม่คิดหรือคะว่า สักวันหนึ่งประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อท่านไว้เช่นไร?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เนิ่นนานจนดูเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่ง ใต้เท้าหยางค่อยๆ ทรุดเข่าลงกับพื้น ความทะนงตนในดวงตาหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้า “พระองค์... รู้เรื่องที่กระหม่อมแอบส่งเสบียงไปให้หัวเมืองชายแดนจริงๆ หรือ?”
“ข้ารู้ทุกอย่าง” จ้าวเฟยหลงตอบ “และข้าก็รออยู่ว่า เมื่อไหร่ท่านจะยอมรับว่าสิ่งที่ท่านทำนั้น แม้จะมีเจตนาดี แต่กลับถูกอ๋องหนานเจี้ยนนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชั่วร้าย หากท่านยังดื้อดึง ท่านก็ไม่ต่างจากเครื่องมือที่รอวันถูกทำลายทิ้ง”
ใต้เท้าหยางเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้หนุ่ม แววตาของเขาเปลี่ยนไป จากความแข็งกร้าวกลายเป็นความฉงนสนเท่ห์ ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยอมจำนนที่ยากจะอธิบาย “กระหม่อม... แก่ชราเกินกว่าจะเข้าใจแผนการที่ลึกซึ้งของฝ่าบาทไปเสียแล้ว แต่อย่างน้อยวันนี้... กระหม่อมก็ได้เห็นแล้วว่า มังกรที่เคยไร้กรงเล็บ บัดนี้กำลังเริ่มผงาดขึ้นอย่างแท้จริง”
ฟางเซียนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แผนการขั้นแรกสำเร็จแล้ว การดึงขุนนางสายอนุรักษ์นิยมมาเป็นพวกนั้นยากยิ่งกว่าการกู้แผ่นดิน แต่ในจังหวะที่จ้าวเฟยหลงกำลังจะเอื้อมมือไปพยุงขุนนางชราขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องโถง
“ฝ่าบาท! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงของขันทีคนสนิทดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “อ๋องหนานเจี้ยน... เขาพาร่างของแม่ทัพซ่งที่ถูกประหารไปเมื่อเช้า มาวางไว้ที่หน้าประตูวัง พร้อมกับประกาศว่าฝ่าบาททรงมีพระบัญชาสั่งฆ่าขุนนางจงรักภักดีเพื่อปิดปาก!”
จ้าวเฟยหลงชะงัก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้น ฟางเซียนรีบพุ่งตัวไปที่หน้าต่างทันที ภาพเบื้องล่างทำให้นางต้องหน้าซีดเผือด
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ราษฎรจำนวนมากกำลังฮือฮาอยู่หน้าประตูวัง บรรยากาศแห่งความขัดแย้งกำลังจะปะทุขึ้นเป็นจลาจล และชายผู้ที่ก้าวออกมาจากรถม้าหรูหราท่ามกลางฝูงชนนั้นคืออ๋องหนานเจี้ยน เขาเงยหน้าขึ้นมองมาที่หน้าต่างห้องอักษรด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกกัด
“เขารู้... เขารู้ว่าท่านกำลังเกลี้ยกล่อมขุนนางเก่าแก่” ฟางเซียนกระซิบเสียงสั่น “การตายของแม่ทัพซ่งไม่ได้เป็นเพียงการเตือน แต่เป็นการวางกับดักให้ท่านต้องเลือกระหว่างความสงบของประชาชน กับการรักษาอำนาจที่เพิ่งเริ่มก่อตัว”
จ้าวเฟยหลงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขามองไปที่ใต้เท้าหยางที่ยังคงคุกเข่าอยู่ ก่อนจะหันมาสบตาฟางเซียนด้วยแววตาที่ตัดสินใจเด็ดขาด “หากเขาอยากได้เลือด ข้าก็จะให้ แต่ต้องไม่ใช่เลือดของคนดี... ฟางเซียน เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะเปลี่ยนจาก ‘ผู้ถูกล่า’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ล่า’ กันเสียที”
ทว่าก่อนที่แผนการจะเริ่มต้นขึ้น ประตูห้องโถงก็ถูกพังเข้ามาโดยองครักษ์ลับของอ๋องหนานเจี้ยน พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกปาลงบนโต๊ะกลางห้อง
จดหมายที่ทำให้น้ำตาของหลินฟางเซียนต้องร่วงหล่นลงมาในทันที... เพราะตราประทับบนซองจดหมายนั้น คือตราประจำตระกูลหลินที่ถูกล้างไปจนสิ้นซากเมื่อห้าปีก่อน
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับความเข้มข้นของเกมการเมืองในครั้งนี้ และอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าใครคือมิตรหรือศัตรู เพราะในตอนหน้า ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้เถ้าถ่านจะถูกเปิดเผยออกมาให้ทุกคนต้องตะลึงนะคะ โดยหลิวเยี่ยนซีค่ะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 13
สายใยที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!