นิ้วเรียวบางสั่นระริกยามสัมผัสรอยสลักรูปดอกเบญจมาศสีชาดบนเนื้อไม้จันทน์หอม แม้กาลเวลาจะกัดเซาะให้สีชาดนั้นจางลงจนคล้ายคราบโลหิตแห้งกรัง แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลับคมกริบยิ่งกว่าใบมีดในมือของมือสังหาร
หลินฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด เพื่อกดความปั่นป่วนที่ตีรวนขึ้นมาจุกอกให้สงบลง สิบปีเต็มที่ตระกูลหลินต้องแบกรับมลทินในฐานะกบฏผู้ทรยศแผ่นดิน สิบปีที่นางต้องใช้ชีวิตราวกับเงา แสร้งทำเป็นสตรีผู้โง่เขลาไร้พิษภัยเพื่อรอวันชำระแค้น แต่วันนี้... หีบใบนี้กลับปรากฏขึ้นในตำหนักของฮ่องเต้ พร้อมกับความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้หลุมศพของบิดานาง
"เจ้าเห็นมันแล้วสินะ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เจือความเหนื่อยล้าดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง หลินฟางเซียนมิได้สะดุ้งตกใจ นางค่อยๆ ปิดฝาหหีบลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ครองบัลลังก์มังกร จ้าวเฟยหลงในยามนี้มิได้สวมชุดมังกรเต็มยศ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบไว้ด้วยกทานหยกเรียบง่าย พระพักตร์ซีดเซียวบ่งบอกถึงความเครียดขมึงจากราชกิจและศึกสงครามที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า
"หม่อมฉันเพียงแต่มองไม่เห็นเหตุผลว่า เหตุใดสัญลักษณ์ประจำหน่วยลับตระกูลหลิน ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับเพลิงโลหิตเมื่อสิบปีก่อน จึงมานอนสงบนิ่งอยู่ในห้องทรงพระอักษรของฝ่าบาทได้เพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น จนน่าใจหาย แต่แววตาคู่คมกลับวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงแห่งความสงสัยที่อัดอั้น
จ้าวเฟยหลงก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ แววตาของโอรสสวรรค์ไหววับยามจ้องมองสตรีตรงหน้า "เพราะมันไม่เคยหายไปไหน... ฟางเซียน หน่วยลับของเจ้าไม่ได้ถูกทำลายโดยน้ำมือของอ๋องหนานเจี้ยนทั้งหมดอย่างที่เจ้าเข้าใจ แต่พวกเขาถูก 'ซื้อตัว' และถูกกลืนกินโดยอำนาจมืดที่ฝังรากลึกอยู่ในราชสำนักแห่งนี้มานานนับร้อยปี"
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ หลินฟางเซียนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว หัวใจปวดแปลบราวกับถูกบีบขย้ำ "ฝ่าบาททรงหมายความว่า... คนของตระกูลหลินทรยศต่ออุดมการณ์ของตนเองเช่นนั้นหรือเพคะ? เป็นไปไม่ได้! ท่านพ่อทรงอบรมพวกเขายิ่งกว่าชีวิต!"
"ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ในเกมการเมืองหรอกแม่นางหลิน" เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาแทรกกลางความตึงเครียด อัครเสนาบดีหลี่ผู้ชราภาพก้าวออกจากเงาเสา พร้อมกับม้วนสาส์นลับในมือ สีหน้าของขุนนางเฒ่าเต็มไปด้วยความกังวลระคนเคร่งเครียด "สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสเป็นความจริง... หีบใบนั้นถูกส่งมาจากชายแดนตอนเหนือ เมื่อคืนนี้เอง พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า หากท่านต้องการรู้ความจริงเบื้องหลังการตายของท่านเสนาบดีหลิน ท่านต้องก้าวเข้าสู่ค่ายกลมรณะที่อ๋องหนานเจี้ยนจัดเตรียมไว้ด้วยตนเอง"
บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรเงียบงันลงทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกจนหมดสิ้น ความเงียบนี้ไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือ "ความสงบก่อนพายุใหญ่" จะโหมกระหน่ำซัดสาดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง
สงครามระหว่างบัลลังก์มังกรกับอ๋องหนานเจี้ยนไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่มันเริ่มขึ้นในใจของพวกเขาตั้งแต่บัดนี้แล้ว
หลินฟางเซียนก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่สั่นเทา นางเคยคิดว่าตนเองเป็นผู้ชักใยหมากทุกตัวบนกระดานนี้ แต่วันนี้กลับพบว่านางเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกใช้ให้เดินไปตามเกมของใครบางคนเช่นกัน ความโกรธแค้น ความเจ็บปวด และความกระหายในการล้างแค้นหลอมรวมกันจนกลายเป็นพลังงานอันมืดมนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหง
"หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ..." หลินฟางเซียนเงยหน้าขึ้น สติปัญญาและความเยือกเย็นทั้งหมดกลับคืนสู่แววตาคู่สวยอีกครั้ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "ในเมื่อพวกเขาอยากเล่นเกมนี้กับหม่อมฉันนัก หม่อมฉันก็จะจัดให้สาสมกับการรอคอยตลอดสิบปี"
จ้าวเฟยหลงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งชื่นชม หวาดกลัว และปวดร้าวในคราเดียวกัน เขารู้ดีว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ หมายถึงการเอาชีวิตของพวกเขาทั้งหมดไปเดิมพันบนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
"เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าเราจะไม่พลาดท่า?" ฮ่องเต้หนุ่มตรัสถาม น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่พยายามปกปิดไว้ภายใต้มาดของโอรสสวรรค์
"ความผิดพลาดคือสิ่งที่หม่อมฉันไม่อนุญาตให้เกิดขึ้นเพคะฝ่าบาท" หลินฟางเซียนตอบรับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีหน้าห้องที่ดังทะลุเข้ามา
"แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้ว! กองกำลังรักษาพระองค์ที่ประตูทิศเหนือ... จู่ๆ ก็... ก็..."
ขันทีหนุ่มผู้ดูแลประตูวิ่งสะดุดชายผ้าเข้ามาคุกเข่าแทบเบื้องพระบาท ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเพิ่งไปพบเห็นภูตผีปีศาจกลางวันแสกๆ
"เกิดอะไรขึ้น! ตั้งสติแล้วพูดให้ชัดเจน!" จ้าวเฟยหลงตวาดกร้าว แววตาคมกราบกรานด้วยโทสะ
ขันทีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพรากด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดริมฝีปากสั่นระริกจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก
"ก...กองกำลังทหารรักษาพระองค์สามพันนายที่ประจำการอยู่รอบวังหลวง... ถูกฆ่าล้างบางจนหมดสิ้นในชั่วพริบตาเดียวพ่ะย่ะค่ะ! และ... และตอนนี้ ธงศึกรูป 'พยัคฆ์คำราม' ของอ๋องหนานเจี้ยน... ปักอยู่เหนือตำหนักทองคำแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลินฟางเซียนเบิกตากว้าง หูอื้ออึงชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม นางหันขวับไปมองนอกหน้าต่างที่บัดนี้... เปลวเพลิงสีแดงฉานกำลังลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี กลืนกินแสงดาวจนหมดสิ้น พร้อมกับเสียงโห่ร้องฆ่าฟันที่ดังสนั่นหวั่นไหวเข้ามาใกล้ทุกที
พวกมันไม่ได้รอให้ถึงรุ่งสาง... อ๋องหนานเจี้ยนเปิดฉากชิงบัลลังก์เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสามชั่วยาม!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ฟางเซียนมาจนถึงตอนนี้ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังในศึกครั้งนี้นะคะ
หลิวเยี่ยนซี
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 45
ความสงบก่อนสงคราม
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!