เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสูรร้ายในขุมนรก ดับกลบเสียงลมหายใจและเสียงกรีดร้องของชาวเมืองหลวงจนสิ้นซาก กลิ่นควันไฟและคาวเลือดลอยละลิ่วอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามวิกาลที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน ประหนึ่งท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ด้วยหยาดโลหิต
ภายในตำหนักโอบขวัญ หลินฟางเซียนยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร นิ้วเรียววาดพู่กันจุ่มหมึกดำสนิทลงบนกระดาษซวนจื่ออย่างมั่นคง ไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ว่าภายนอกกำแพงวังหลวง เสียงตะโกนก้องของกองทัพกบฏและเสียงประตูเมืองพังทลายจะดังสะเทือนเข้ามาถึงโสตประสาท
"รายงาน! ประตูเมืองชั้นนอกแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังของอ๋องหนานเจี้ยน... บุกเข้ามาถึงเขตพระราชฐานแล้ว!" ขันธ์รับใช้คนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา ล้มฟุบลงแทบเท้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ฟางเซียนมิได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษ นางเพียงตวัดปลายพู่กันเป็นเส้นสุดท้ายอย่างประณีต ก่อนจะวางลงบนแท่นพักด้วยกิริยาอันเยือกเย็นราวกับผิวน้ำในฤดูหนาว
"ลุกขึ้นเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้น นางปรายตามองขันธ์ผู้นั้นด้วยแววตานิ่งสงบ "พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย... แต่ก็ยังอยู่ในแผนการที่เราคำนวณไว้ทุกประการ"
ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าในชุดฉลององค์สีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ จ้าวเฟยหลงในยามนี้ไม่มีมาดขรึมของฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์หลงเหลืออยู่ ดวงเนตรคมกริบทอประกายความเคร่งเครียดและเดือดดาล ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อยสะท้อนถึงความกดดันมหาศาลที่ทรงแบกรับ
"ฟางเซียน! เจ้ายังใจเย็นเขียนอักษรอยู่ได้เช่นไร?" จ้าวเฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ ตบลงบนขอบไม้เสียงดังสนั่น "กองทัพของเสด็จอาเหยียบย่ำเข้ามาถึงหน้าตำหนักแล้ว พวกมันต้องการหัวเราทั้งสองคน! ข้าอุตส่าห์วางกำลังไว้ที่ค่ายกลทิศเหนือ แต่กลับถูกตลบหลัง... ข้าประเมินความไร้ยางอายของมันต่ำเกินไป!"
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ แววตาคู่คมฉายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง นางยื่นมือเรียวออกไปสัมผัสหลังพระหัตถ์ที่กำแน่นจนข้อต่อขาวซีดของฮ่องเต้หนุ่มอย่างแผ่วเบา
"ฝ่าบาททรงประเมินความโลภต่ำไปต่างหากเพคะ..." นางเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าชัดเจนในความเงียบงัน "อ๋องหนานเจี้ยนรอคอยวันนี้มานานนับสิบปี มีหรือที่เขาจะยอมพลาดโอกาสทองนี้ ทางหนีทีไล่ที่เราเตรียมไว้... ถึงเวลาใช้งานแล้วเพคะ"
จ้าวเฟยหลงมองสตรีตรงหน้า หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวค่อยๆ สงบลงภายใต้กระแสความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากนาง พระองค์แค่น้ำเสียงฮึดฮัดในลำคอ "เจ้ายังคงสุขุมได้เสมอ... แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกมการเมืองในราชสำนัก พวกมันถือดาบเข้ามาเอาชีวิต พวกเราจะหนีออกไปทางลับใต้ดินตามที่เจ้าว่าจริงหรือ? การทิ้งท้องพระโรงให้พวกกบฏย่ำยี เท่ากับเรายอมจำนนต่อหน้าประวัติศาสตร์!"
"การถอยหนึ่งก้าว มิใช่การพ่ายแพ้เพคะฝ่าบาท" ฟางเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายผ้าคลุมยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับแผ่นหินอ่อน "หากเราสู้ตายอยู่ที่นี่ตอนนี้ ก็เป็นเพียงผีเฝ้าบัลลังก์ที่ไร้ลมหายใจ แต่หากเราออกไปตั้งหลักนอกเมือง... กองกำลังสนับสนุนที่แอบซ่อนไว้ทางใต้จะเคลื่อนทัพมาสมทบในยามที่พวกมันตายใจ เมื่อนั้น... เราจึงจะเป็นผู้ล่าอย่างแท้จริง"
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งใบมีดอาบยาพิษ ทิ่มแทงทะลุความดื้อรั้นในใจของจ้าวเฟยหลง ฮ่องเต้หนุ่มหลับตาลงชั่วขณะเพื่อข่มความอัปยศอดสูในพระauหทัย ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ดี! ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะยอมให้เสด็จอาได้นั่งบนบัลลังก์ที่เขาโหยหานักหนา แต่ข้าจะทำให้เขาพบว่าบัลลังก์นั้น... มันทำจากหนามแหลมคมที่พร้อมจะทิ่มแทงให้เขาตายทั้งเป็น!"
โครม!
เสียงประตูตำหนักด้านนอกถูกพังกระเด็นด้วยพลังภายในอันรุนแรง กลิ่นอายสังหารพุ่งทะยานเข้ามาปกคลุมพื้นที่รอบตัวทันที ร่างของทหารองครักษ์หลายนายกระเด็นเข้ามานอนจมกองเลือดที่พื้น ประตูห้องโถงชั้นในสั่นสะเทือนจากการกระแทกซ้ำๆ
"ฮ่องเต้! เสด็จออกมาเถอะพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้อนก้องกังวาน ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิท ประดับด้วยผ้าคลุมสีโลหิตก้าวเข้ามาอย่างองอาจ อ๋องหนานเจี้ยนปรากฏกายขึ้นพร้อมกับดาบยาวในมือหยดหยาดเลือดสดๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความสะใจที่ได้ครอบครองทุกสิ่ง
จ้าวเฟยหลงก้าวออกไปยืนบังหน้าหลินฟางเซียนโดยสัญชาตญาณ พระหัตถ์ขวาจับด้ามกระบี่ข้างกายแน่น สีพระพักตร์ถมึงทึง "เสด็จอา... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ถึงกับกลล้านนำทัพกบฏเข้าปล้นราชวัง!"
อ๋องหนานเจี้ยนหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดหูและสร้างความอึดอัดให้แก่ผู้ฟัง "ฮ่องเต้ผู้เยาว์วัย... ฝ่าบาททรงโง่เขลาเองต่างหากที่ไว้ใจคนผิด ราชบัลลังก์นี้ควรเป็นของข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว วางกระบี่ลงเสียเถอะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตให้พวกเจ้าได้เป็นสามัญชนไปใช้ชีวิตตกระกำลำบากที่ชายแดน... ถือว่าข้ายังมีความเมตตาต่อสายเลือดเดียวกัน"
"ความเมตตา?" ฟางเซียนเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นางก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของฮ่องเต้เผชิญหน้ากับอ๋องหนานเจี้ยนโดยตรง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "ท่านอ๋อง... ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้ชนะจริงๆ งั้นหรือเพคะ?"
อ๋องหนานเจี้ยนหรี่ตาลงมองสตรีที่ตนเคยดูแคลนมาตลอด "หลินฟางเซียน... นังตัวดี เจ้าคือหมากตัวแสบที่ข้าควรจะกำจัดทิ้งตั้งแต่แรก แต่น่าเสียดาย... ตอนนี้เจ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว รอบตำหนักนี้ถูกล้อมไว้หมดสิ้น ต่อให้มีปีกก็บินไม่พ้น!"
"ใครบอกว่าหม่อมฉันจะบินหนีล่ะเพคะ..." ฟางเซียนกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง
แปะ... แปะ... แปะ...
เสียงปรบมือของนางก้องกังวานชวนพิศวง ท่ามกลางความตกตะลึงของอ๋องหนานเจี้ยนที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พื้นห้องใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงระเบิดดังขึ้นจากทิศทางคลังอาวุธหลวง ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของกองทัพกบฏที่ดังมาจากด้านนอกกำแพงวัง
อ๋องหนานเจี้ยนหน้าถอดสี หันขวับไปมองนอกหน้าต่างด้วยความตกใจ "เกิดอะไรขึ้น? เสียงนั่นมันอะไรกัน!"
ฟางเซียนแย้มยิ้มกว้างขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชน "ท่านอ๋อง... ท่านเคยได้ยินคำว่า 'เชิญท่านเข้าสู่ถิ่นอสูร' หรือไม่เพคะ? สิ่งที่ท่านนำกองทัพบุกเข้ามาในวังหลวงวันนี้ มิใช่ชัยชนะของท่าน... แต่มันคือประตูสู่หลุมฝากศพที่หม่อมฉันและฝ่าบาทร่วมกันขุดรอไว้อย่างประณีตต่างหากล่ะเพคะ"
สิ้นคำพูดของนาง ทหารกบฏนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ท่านอ๋อง! ไม่ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับหมื่นนายโอบล้อมประตูเมืองทุกด้านไว้หมดแล้ว แถม... แถมเสบียงและคลังอาวุธหลักของเราถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
อ๋องหนานเจี้ยนหันกลับมาจ้องมองหลินฟางเซียนด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือที่ถือดาบสั่นเทาด้วยความแค้น "นังสารเลว... เจ้ากล้าเล่นตลกกับข้า!"
ฟางเซียนมิได้ถอยหนีแม้แต่น้อย นางเชิดหน้าขึ้นสบตาอ๋องหนานเจี้ยนอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเย็นเยียบประดับบนริมฝีปาก "ท่านอ๋อง... เกมนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และผู้ที่จะต้องชดใช้ด้วยเลือด... ก็คือพวกท่านทุกคน"
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าจำนวนนับไม่ถ้วนควบตะบึงเข้ามาใกล้ตำหนัก พร้อมกับเสียงโห่ร้องก้องกังวานของกองทัพเสริมที่ทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพกบฏหลายเท่าตัว แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าจนแสบตา และก่อนที่อ๋องหนานเจี้ยนจะทันได้สั่งการใดๆ ธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักลงที่พื้นรอบตัวเขาและกองทัพกบฏจนแทบขยับตัวไม่ได้
และในจังหวะที่ความโกลาหลพุ่งถึงขีดสุด ประตูใหญ่ด้านหลังตำหนักที่ควรจะปิดตาย กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะโลหิต กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทุกคนต้องสะท้านเยือก... และเมื่อแสงไฟส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของคนผู้นั้น ดวงตาของหลินฟางเซียนก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวatผวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันระทึกขวัญและดุเดือดนี้ไปด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซี
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 46
วันแห่งความวุ่นวาย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!