กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์ชงใหม่กรุ่นขึ้นจากจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ทว่าบรรยากาศภายในตำหนักอักษรกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือของหลินฟางเซียนหยุดชะงักกลางอากาศ หยดหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษซวนจื่อชั้นดี แผ่ขยายเป็นวงสีดำน่าเกลียดราวกับรอยมลทินบนผืนผ้าขาว
นางมิได้ใส่ใจกระดาษแผ่นนั้นอีก สายตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกทอดมองไปยังเงาดำที่พาดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลัก
แล้วร่างเงาลึกลับที่อยู่บนหลังคาเมื่อครู่เล่า... เกี่ยวข้องอันใดกับความบ้าคลั่งของโจวอี้ในครั้งนี้กันแน่?
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า โจวอี้ ขุนนางบู๊ผู้ซื่อสัตย์และกุมกำลังทหารรักษาการณ์ฝั่งตะวันตก จู่ๆ กลับคุ้มคลั่งชักกระบี่หมายสังหารฮ่องเต้กลางท้องพระโรงเมื่อวานนี้ เหตุการณ์นั้นยังคงสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งวังหลวง แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายของโจวอี้ที่ถูกปลิดชีพคาที่ คือแววตาดำมืดไร้สติ และเสียงหัวเราะประหลาดราวกับมิใช่คน ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ
และเงาร่างบนหลังคาที่นางเห็นแวบหนึ่งในคืนเดือนมืด... เงาร่างที่เคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบาเหนือมนุษย์ และทิ้งกลิ่นอายพิิลึกกึกกือเอาไว้
"เจ้ากำลังคิดอันใดอยู่หรือ, ฟางเซียน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่วิปริตด้วยความเครียดแค้นดังขึ้นทำลายความเงียบ จ้าวเฟยหลง ฮ่องเต้หนุ่มผู้มีพระพักตร์ซีดเซียวจากการไม่ได้บรรทมมาสองคืนเต็ม ทรงก้าวพระบาทเข้ามาใกล้โต๊ะทรงอักษร ฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรยับย่นเล็กน้อย สะท้อนถึงความวุ่นวายพระราชหฤทัยที่ทรงแบกรับ
หลินฟางเซียนรีบวางพู่กันลง ย่อกายทำความเคารพอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... เรื่องของแม่ทัพโจว ย่อมมิใช่ความผิดปกติทางจิตใจตามที่ขุนนางฝ่ายซ้ายกราบทูลแน่เพคะ"
จ้าวเฟยหลงแค่นพระสรวลออกมาเสียงดัง บ่งบอกถึงความขมขื่นอย่างถึงที่สุด พระองค์ทรุดพระกายลงประทับบนเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างหมดแรง "พวกขุนนางเฒ่าเหล่านั้นต้องการเพียงปิดข่าวเพื่อรักษาหน้าตาของราชสำนัก แต่เสด็จอาของเรารู้ดี... เขารู้ดีแก่ใจว่าเกิดอันใดขึ้น"
อ๋องหนานเจี้ยน... นามนี้เปรียบเสมือนเงาทมิฬที่ปกคลุมเหนือบัลลังก์มังกรมาโดยตลอด แม้พระองค์จะเป็นโอรสสวรรค์ แต่ในสายตาของราษฎรและขุนนางนับร้อย อ๋องหนานเจี้ยนกลับทรงอำนาจและน่าเกรงขามเสียยิ่งกว่าฮ่องเต้
"ฝ่าบาททรงระวังพระoองค์ด้วยนะเพคะ" ฟางเซียนก้าวเข้าไปใกล้ รินชาอุ่นๆ ส่งถวาย "การที่โจวอี้คุ้มคลั่งและถูกปิดปากอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายความว่า 'หนอนบ่อนไส้' ที่อ๋องหนานเจี้ยนส่งเข้ามาแทรกซึมในวังหลวงมีรากลึกยิ่งนัก หากหม่อมฉันคาดไม่ผิด ยาพิษที่ควบคุมจิตใจมนุษย์ให้กลายเป็นเครื่องมือสังหาร... คงเริ่มถูกนำมาใช้ทดลองแล้ว"
จ้าวเฟยหลงทอดพระเนตรจอกชาในพระหัตถ์ที่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับนาง แววตาของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้นที่ถูกกดทับ "เรารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงหุ่นเชิด... ที่รอเวลาถูกตัดสายทิ้ง ฟางเซียน ตระกูลหลินของเจ้าถูกใส่ร้ายจนพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือของเสด็จอา เจ้ามีความแค้นที่ต้องชำระ เราเองก็มีราชบัลลังก์ที่ต้องปกป้อง... แต่เหตุไฉน เส้นทางนี้จึงมืดมนไร้ทางออกเช่นนี้เล่า?"
"ความมืดมนย่อมมีไว้ให้แสงสว่างแรกแห่งรุ่งอรุณทำลายเพคะ" น้ำเสียงของหลินฟางเซียนหนักแน่นและเยือกเย็น แม้ในใจจะเริ่มหวั่นไหวกับลางสังหรณ์บางอย่างที่สะกิดเตือนนางอยู่ตลอดเวลา "ตระกูลหลินของหม่อมฉันตายไปแล้ว เหลือเพียงฟางเซียนที่เป็นเครื่องมือของพระองค์... และตราบใดที่หม่อมฉันยังหายใจอยู่ อ๋องหนานเจี้ยนจะไม่มีวันได้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเงียบงันลงอีกครั้ง เป็นความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยพันธะสัญญาแห่งเลือดและความแค้น
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังแผ่ซ่านถึงขีดสุดนั้นเอง...
*ฉับ!*
เสียงแปลกประหลาดคล้ายกระดาษถูกกรีดขาดดังขึ้นมาจากเบื้องล่างพื้นไม้ปูลาด ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ กฎระเบียบของตำหนักอักษรถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ความเคารพ
จ้าวเฟยหลงขมวดพระพักตร์มุ่น ทรงผุดลุกขึ้นยืนทันที มือหนากำด้ามกระบี่ประจำพระองค์ไว้แน่น หลินฟางเซียนก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว สายตาคมกริบกวาดมองไปยังบานประตูกระดาษสาที่ปิดทึบ
ไม่มีการขานชื่อ ไม่มีแม้แต่เสียงรายงานตัว
*แอ๊ด...*
ประตูกลอนไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงโปรดในชุดคลุมผ้าไหมปักลายกิเลนสีเงินยวงก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา ดวงตาคมปลาวาฬกวาดมองฮ่องเต้และนางสนมเอกด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก
"ดึกป่านนี้แล้ว ฝ่าบาทกับสนมหลินยังทรงขยันขันแข็งหารือราชการแผ่นดินกันอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
อ๋องหนานเจี้ยนแย้มพระ oศษฐ์ยิ้มอย่างน่ากลัว กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับจนอากาศในห้องแทบเจือจางลงทันที พระองค์มิได้มาเพียงลำพัง ด้านหลังมีองครักษ์เสื้อแพรนับสิบคนยืนขนาบข้าง พร้อมชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อแสดงอำนาจ
จ้าวเฟยหลงทรงกรรแสงด้วยความโกรธ กริ้วจนพระพักตร์แดงก่ำ "อ๋องหนานเจี้ยน! บังอาจนัก! ตำหนักอักษรแห่งนี้เป็นเขตพระราชฐานชั้นใน เจ้ากล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต!"
อ๋องหนานเจี้ยนแย้มยิ้มเยาะยิ่งขึ้น ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน สายตาคมกริบเหลือบมองมาที่หลินฟางเซียนราวกับนางเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง
"กระหม่อมเพียงแต่ได้ยินข่าวลือว่า มีคนพบเห็น 'หนอนแมลง' ตัวใหม่กำลังกัดกินรากแก้วของราชสำนัก จึงรีบมาทูลเตือนด้วยความห่วงใย..." อ๋องหนานเจี้ยนหยุดยืนห่างจากพระพักตร์ฮ่องเต้เพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะโน้มพระวรกายลงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ "และที่สำคัญ... กระหม่อมนำ 'ของขวัญ' ชิ้นพิเศษที่ท่านแม่ทัพโจวทิ้งไว้ก่อนตาย มาถวายให้ฝ่าบาทและสนมหลินได้ทัศนาด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น อ๋องหนานเจี้ยนก็ตบมือเบาๆ สองครั้ง
องครักษ์ด้านหลังก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับโยนหีบไม้ใบย่อมลงกลางห้อง หีบไม้กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝาหีบเผยอออกเล็กน้อยเผยให้เห็นคราบเลือดสีคล้ำที่ไหลซึมออกมาตามร่องไม้ และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
หลินฟางเซียนก้มมองหีบไม้นั้น หัวใจของนางกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น เมื่อสังเกตเห็นสัญลักษณ์รูป 'ดอกเบญจมาศสีชาด' ที่สลักอยู่มุมหีบ... สัญลักษณ์ประจำหน่วยลับตระกูลหลินที่สูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ฟางเซียนมาจนถึงบทนี้นะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 44
ลมพายุตั้งเค้า
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!