เสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบสีครามที่ถูกกระแทกลงบนโต๊ะทรงอักษรดังสนั่นจนน้ำชาสีชาดกระฉูดเปรอะเปื้อนฎีกาสำคัญฉบับนั้น หยดน้ำร้อนสีน้ำตาลเข้มไหลซึมผ่านกระดาษสาส2-3 แผ่น เปรียบเสมือนรอยเลือดที่ค่อยๆ แผ่ขยายบนแผ่นหลังของราชสำนัก
จ้าวเฟยหลงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคมกริบดั่งพญามังกรที่กำลังกักเก็บพายุุคลั่งทอดมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า กรามของเขากดแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นออกมาทางจมูกด้วยความถี่ที่บ่งบอกถึงอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังพยายามสะกดกลั้นอย่างถึงที่สุด
"เจ้าทำเช่นนี้... หมายความว่าอย่างไร, หลินฟางเซียน"
น้ำเสียงของโอรสสวรรค์แหบพร่าแต่น่ากลัว มันไม่ใช่เสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราด หากแต่เป็นความเยียบเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกดำ
หลินฟางเซียนคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบอย่างสง่างาม แผ่นหลังของนางเหยียดตรงดั่งต้นสนกลางฤดูเหมันต์ แม้ภายในใจจะรู้ดีว่าชนวนเหตุแห่งเพลิงโทสะครั้งนี้คือสิ่งใด แต่นางก็ยังคงเลือกที่จะสงวนท่าทีความเยือกเย็นไว้ภายใต้ใบหน้าที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก
"หม่อมฉันเพียงแต่... ตัดสินใจในหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับฝ่าบาทและแผ่นดินเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นราวกับตอกหมุดลงบนแผ่นไม้
"ปลอดภัย?" จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยันเย้ยและรอยร้าวลึกในอก ร่างสูงสง่าผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าหาหญิงสาวทีละก้าว เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นห้องทรงอักษรดังก้องกังวาน ราวกับเสียงฆ้องประหารชีวิต
"เจ้าซ่อนแผนการกระจายกำลังพลไปไว้ที่เมืองอี้โจวโดยไม่บอกกล่าวแม้แต่ครึ่งคำ เจ้าเกณฑ์กองกำลังลับของตระกูลหลินไปปิดล้อมเส้นทางเสบียงของอ๋องหนานเจี้ยนด้วยตนเอง เจ้าทำทุกอย่างนี้... เพราะเจ้าไม่เคยเชื่อมั่นในอำนาจและการตัดสินใจของ朕เลยใช่หรือไม่!"
ประโยคสุดท้ายถูกตอกย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย ทว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ จ้าวเฟยหลงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง เงาของเขาทาบทับร่างบอบบางจนมิด ชายฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรสะบัดไหวตามแรงอารมณ์ที่กระเพื่อมไหว
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์เป็นครั้งแรก ดวงตาดอกท้อคู่สวยไหววับชั่วขณะ แต่นางเลือกที่จะซ่อนประกายความอ่อนแอไว้เบื้องหลังม่านตาที่นิ่งสนิท
"ฝ่าบาททรงเป็นโอรสสวรรค์ สายพระเนตรย่อมต้องมองภาพรวมของแผ่นดิน แต่หม่อมฉัน... เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกวางไว้เพื่อรับความเสี่ยง หากแผนการนี้ล้มเหลว ชื่อของหลินฟางเซียนจักกลายเป็นกบฏที่สมควรถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร แต่ถ้าฝ่าบาททรงเป็นผู้ลงมือสั่งการด้วยพระองค์เอง ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกเป็นของราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หม่อมฉัน... ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เพคะ"
"เจ้าโง่เง่า!" จ้าวเฟยหลงตวาดลั่น พระหัตถ์หนาเอื้อมไปควับเข้าที่คางสลักเสลาของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับแรงอารมณ์จากพระองค์ แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำร้าย แต่มันสั่นเทาด้วยความอัดอั้นตันใจ
"เจ้าคิดว่า朕เป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดที่ต้องคอยให้สตรีเช่นเจ้าปกป้องจากเงาเบื้องหลังอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่า朕ยอมให้เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกโดยที่朕ไม่อาจปกป้องอันใดได้เลยหรืออย่างไร, ฟางเซียน!"
ดวงตาของจ้าวเฟยหลงแดงก่ำ มีหยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่ขอบตาชั่วพริบตาก่อนจะถูกสะกดให้หายไป ความโกรธเกรี้ยวในคราแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจที่พุ่งพล่านจนน่ากลัว พระองค์ทรงทุ่มเทอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อดึงนางเข้ามาเคียงข้าง ทว่าในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย สตรีผู้นี้กลับเลือกที่จะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวโดยไม่ยอมแม้แต่จะหันมาพึ่งพาพระองค์
หลินฟางเซียนรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายคาง แต่นางเจ็บปวดที่ขั้วหัวใจมากกว่า สายตาที่ทอดมองบุรุษผู้ทรงอำนาจสูงสุดในแผ่นดินผู้นี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"ฝ่าบาท... ทรงมีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอาอนาคตของแผ่นดินมาเดิมพันกับความแค้นส่วนตัวของตระกูลหลิน อ๋องหนานเจี้ยนจ้องมองพระองค์อยู่ทุกฝีก้าว หากพระองค์ทรงยื่นมือเข้าแทรกแซงเรื่องในอี้โจวด้วยพระองค์เอง ความระแวงของอ๋องเฒ่าจะพุ่งเป้ามาที่บัลลังก์ทันที หม่อมฉันเป็นเพียงคนไร้ค่า การที่หม่อมฉันเดินหมากตานี้เอง หากพลาดพลั้ง... ก็เป็นเพียงแค่ลมหายใจของสตรีสกุลหลินที่ปลิดปลิวไป ไม่กระทบกระเทือนถึงบัลลังก์มังกรแม้แต่น้อยเพคะ"
"เจ้าพูดราวกับว่า... ชีวิตของเจ้าไม่มีค่าอันใดเลยงั้นสิ!" จ้าวเฟยหลงปล่อยมือออกจากคางของนางราวกับถูกไฟลวก พระองค์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"สำหรับฝ่าบาทแล้ว... ชีวิตของหม่อมฉันอาจเป็นเครื่องมือในการกอบกู้แผ่นดิน..." ฟางเซียนทอดถอนหายใจยาวนาน นางค่อยๆ คุกเข่าลงโขกศีรษะลงกับพื้น น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ร่วง "แต่สำหรับตัวหม่อมฉันเอง... ชีวิตนี้มีค่าพอก็ต่อเมื่อมันสามารถปูทางให้ฝ่าบาททรงยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดได้อย่างมั่นคงเท่านั้นเพคะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของทั้งสองคนที่สะท้อนก้องในความอ้างว้าง
จ้าวเฟยหลงหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมเศษ 1 ซากของสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายกลับคืนมา พระองค์รู้ดีว่านางพูดความจริง ทุกย่างก้าวของพวกเขาล้อมรอบด้วยคมดาบของอ๋องหนานเจี้ยนและขุนนางกังฉิน หากปราศจากความรอบคอบและเสียสละเช่นนี้ ราชบัลลังก์คงล่มสลายไปนานแล้ว แต่เหตุใด... หัวใจของพระองค์จึงยังคงเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเมื่อตระหนักว่า สตรีที่ตนรักสุดหัวใจผู้นี้ ไม่เคยคิดจะพึ่งพาความคุ้มครองจากพระองค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
"เจ้าออกไปก่อนเถอะ..." สุรเสียงราบเรียบแต่เย็นชาดังขึ้นในที่สุด "เรื่องที่อี้โจว... 朕จะถือว่าไม่เคยรู้เห็นอันใดทั้งสิ้น จงไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้สาวมาถึงตัวพระราชวังได้ มิฉะนั้น... 朕จะไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ตาม"
ฟางเซียนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะโขกศีรษะคำนับอีกครั้งอย่างนอบน้อม "รับด้วยเกล้าเพคะ"
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ หมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชบ ชายกระโปรงสีขาวปักลายเหมันต์ลากผ่านพื้นหินทีละก้าว แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรงสง่างาม ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ร่มผ้าอันมิดชิดนั้น มือเรียวบางกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่ออดกลั้นหยดน้ำตาที่เกือบจะร่วงหล่น
ทว่า ในขณะที่หลินฟางเซียนกำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูห้องทรงอักษร เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นจากลานด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำลายความเงียบงันจนสิ้นซาก
"ฝ่าบาท!แย่แล้วพะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่คุกหลวงแล้ว!"
จ้าวเฟยหลงเบิกเนตรกว้างขึ้นทันที ส่วนหลินฟางเซียนชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองด้วยความสังหรณ์ใจที่กระตุกวูบ
"เกิดอันใดขึ้น!" ฮ่องเต้ตรัสถามเสียงเข้ม
มหาดเล็กผู้รายงานทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นเทา สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "นักโทษสำคัญ... ผู้นำกองกำลังลับของอ๋องหนานเจี้ยนที่เพิ่งถูกจับกุมตัวเมื่อคืน... ถูกลอบปลิดชีพในห้องขังชั้นใต้ดินแล้วพะย่ะค่ะ! และ... และคนร้ายทิ้งตราประทับประจำตัวไว้..."
มหาดเล็กกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"เป็น... เป็นตราประทับส่วนพระองค์ของ... พระชายารองแห่งตำหนักบูรพา... หรือก็คือ... บุตรสาวเสนาบดีหลิน บิดาแท้ๆ ของท่านหญิงฟางเซียนพะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของจ้าวเฟยหลงหันขวับกลับมามองหลินฟางเซียนทันที ประกายตาดุดันและหวาดระแวงพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุม
หลินฟางเซียนหน้าถอดสี ร่างกายเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา กับดัก... นี่คือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อทำลายความไว้วางใจที่เพิ่งจะมีรอยร้าวระหว่างนางกับฮ่องเต้ให้แตกสลายไม่มีชิ้นดี!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนแห่งการเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีขอสัญญาว่าจะพาทุกท่านไปพบกับบทสรุปอันคาดไม่ถึงในตอนถัดไปค่ะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 26
รอยร้าวที่ไม่ตั้งใจ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!