“ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้ใช้ปลายนิ้วแตะต้องพิษนั้นเลยแม้แต่น้อย เพระหากหม่อมฉันประสงค์จะปลิดชีพสนมหลิวจริง เหตุใดจึงต้องเลือกวิธีที่โง่เขลาและไร้ทางหนีทีไล่เช่นนี้เล่าเพคะ?”
เสียงของหลินฟางเซียนมิได้สั่นพร่าแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกังวานใสและเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งบนยอดเขาไท่ซาน ท่ามกลางท้องพระโรงใหญ่ที่เวลานี้เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจติดขัดของเหล่าขุนนางฝ่ายอ๋องหนานเจี้ยน สายตาของทุกคนนับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่นางราวกับคมหอกคมดาบที่พร้อมจะเสียบทะลุร่างให้พรุนได้ทุกเมื่อ
จ้าวเฟยหลงประทับนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระเนตรคมกลาบกริบดุจพญาอินทรีที่กำลังจับจ้องเหยื่อ ทว่าภายใต้พระพักตร์ที่เรียบเฉยราบบนนั้น พระหัตถ์ที่กำพนักเก้าอี้มังกรแน่นจนข้อพระกรปูดโปนกำลังบอกเล่าถึงคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ภายใน พระองค์ทรงยื่นมือออกไปรับกระดาษสาชิ้นเล็กที่ขันทีคนสนิทนำมาถวาย—หลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟางเซียนเพิ่งหยิบยื่นให้เมื่อชั่วลมหายใจก่อน
“เจ้ากล้าดียังไงถึงบอกว่านี่คือหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์? มันก็แค่กระดาษเปล่าเปื้อนหมึกโบราณไม่ใช่หรือไง นางหนูตระกูลหลิน เจ้าคิดจะเล่นตลกอะไรในวาระสุดท้ายของชีวิตกันแน่!”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของอ๋องหนานเจี้ยนดังขึ้นทำลายความเงียบ พระองค์แย้มสรุปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมโอษฐ์ สายตาคมปลาบกวาดมองหลานชายบนบัลลังก์ด้วยความคาดหวังลึกๆ ว่าฮ่องเต้หนุ่มจะทรงหมดความอดทนและสั่งประหารนางเสียเดี๋ยวนี้
แต่มิใช่... จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตาแลพระปิตุลา พระองค์ทรงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างช้าๆ ก่อนที่พระเนตรจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เพียงแค่เสี้ยวพริบตาเดียวเท่านั้นที่ความตกตะลึงฉายชัดขึ้นมา แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งความเข้าใจอันล้ำลึก
“หนานเจี้ยน... ท่านรีบร้อนเกินไปแล้วกระมัง” สุ้มเสียงของฮ่องเต้หนุ่มแหบพร่าเล็กน้อย ทว่าทรงพลังอำนาจจนผู้อาวุโสถึงกับชะงัก “เสด็จอาบอกว่าสนมหลิวสิ้นชีพด้วย ‘พิษจันทราดับสูญ’ ที่ซึมซาบผ่านก้านปิ่นปักผมทองคำขาว ซึ่งเป็นของพระราชทานจากเราเมื่อสามวันก่อนใช่หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ... และปิ่นเล่มนั้น ก็ถูกพบอยู่ในเครื่องประดับของหลินฟางเซียนอย่างไร้ข้อแก้ตัว” อ๋องหนานเจี้ยนทูลตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ถูกต้ออง... ปิ่นเล่มนั้นอยู่ในสำรับของหม่อมฉัน แต่มันเป็นปิ่นที่ ‘ถูกสับเปลี่ยน’ ต่างหากเพคะ” ฟางเซียนหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับอ๋องหนานเจี้ยนอย่างไม่เกรงกลัว นางยืดตัวตรง สง่างาม และเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งความเย่อหยิ่งที่หาได้ยากยิ่งในสตรี “ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น หม่อมฉันไม่ได้เขียนด้วยหมึกธรรมดา แต่มันคือ ‘น้ำหมึกถ่านสนหมอกสวรรค์’ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ หากนำไปอังกับไอร้อนจากกำยานอัคคีพิสุทธิ์ที่จุดอยู่มุมตำหนักในคืนเกิดเหตุ ความจริงทั้งหมดก็จะปรากฏ”
สิ้นคำพูดของนาง ขันทีอาวุโสรีบนำกระดาษแผ่นนั้นไปอังเหนือกระถางกำยานตามพระราชกระแสรับสั่งทันที ท่ามกลางสายตาระทึกขวัญของทุกคนในท้องพระโรง
ไม่นานนัก... ลวดลายเส้นหมึกที่เลือนรางก็ค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นบนกระดาษสา กลายเป็นภาพแผนผังเส้นทางการเดินยาพิษ และรายชื่อของ ‘คนสนิท’ ในตำหนักสนมหลิวผู้รับหน้าที่นำปิ่นมรณะไปวางไว้ในหีบสมบัติของนางอย่างแนบเนียน ลายมือที่ปรากฏอยู่นั้นหาใช่ของฟางเซียนไม่ แต่มันคือลายมือของขันทีขั้นสามผู้ดูแลคลังเครื่องทรง ซึ่งเป็นคนสนิทที่รับเบี้ยหวัดลับจากจวนอ๋องหนานเจี้ยนมานานหลายปี!
“นี่มัน... เจ้าสารเลว!” อ๋องหนานเจี้ยนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้รับรอง พระพักตร์เปลี่ยนเป็นสีคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว พระองค์ทรงตบโต๊ะข้างกายเสียงดังสนั่นหวั่นไหว “มันเป็นสาส์นปลอม! เป็นกลลวงที่นางหนู่นี่ก섬ขี้ยขึ้นมาเองเพื่อใส่ร้ายคนของเปิ่นหวัง!”
“ใส่ร้ายหรือเพคะ ท่านอ๋อง?” ฟางเซียนก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ของผู้อาวุโสทีละก้าวอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวของนางกดดันบรรยากาศรอบตัวให้ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก “หากเป็นกลลวง แล้วเหตุใดขันทีผู้นั้นจึงพยายามหลบหนีออกจากวังหลวงทางประตูด้านทิศตะวันตกเมื่อยามสามที่ผ่านมาเล่าเพคะ? หรือว่า... ท่านอ๋องจะทรงทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ว่าสุนัขรับใช้ของท่านกำลังจะนำหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นไปทำลายทิ้ง?”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ขุนนางหลายคนเริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันหน้าตาตื่น เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าสตรีวัยเพียงย่างเข้ายี่สิบปีผู้หนึ่ง จะสามารถเดินหมากตลบหลังกลุ่มอำนาจเก่าของอ๋องหนานเจี้ยนได้อย่างแยบยลและเลือดเย็นถึงเพียงนี้
จ้าวเฟยหลงประทับยืนขึ้นเต็มความสูง พระองค์ทอดพระเนตรหญิงสาวเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความทึ่ง ความโล่งอก และความเสน่หาที่ยากจะปฏิเสธ มังกรหนุ่มผู้เคยถูกตีกรอบและจำนนต่ออำนาจ บัดนี้ทรงมองเห็นหนทางที่จะแผดเผาพันธนาการทั้งหมดให้มอดไหม้ไปพร้อมกับสตรีผู้นี้แล้ว
“ทหาร!” สุ้มเสียงทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วทุกซอกมุมของท้องพระโรง “จับกุมตัวขันทีหลี่และสมุนทั้งหมดมาสอบสวนให้สิ้นความ หากผู้ใดขัดขืน... ตัดหัวเสียให้สิ้นซาก!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงรับสั่งตอบรับดังกระหึ่มจากองครักษ์เสื้อแพรที่กรูเข้ามาภายในศาลหลวงราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก
อ๋องหนานเจี้ยนทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง พระองค์ทรงตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า หมากตานี้พระองค์มิได้พ่ายแพ้แก่ฮ่องเต้หนุ่มผู้หลาน... แต่พ่ายแพ้ให้กับสตรีอัจฉริยะที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ พระองค์ทรงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกรอด สายตาดุดั่งอสรพิษจ้องเขม็งไปที่หลินฟางเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ทว่าฟางเซียนหาได้สะทกสะท้านไม่ นางเพียงแต่หันกลับมาประสานสายตากับจ้าวเฟยหลงบนบัลลังก์อีกครั้ง ดวงตาคู่งามของนางสื่อความหมายลึกซึ้ง—*ก้าวแรกที่เราก้าวผ่านกองเพลิงด้วยกันสำเร็จแล้ว ฝ่าบาท...*
ยามเมื่อความโกลาหลภายในท้องพระโรงสงบลงด้วยอำนาจเด็ดขาดของพระองค์ จ้าวเฟยหลงทรงก้าวพระบาทลงจากบัลลังก์ทีละก้าว มุ่งตรงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลินฟางเซียน กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานหลวงลอยอบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งสอง พระเนตรคมกริบก้มลงมองสตรีผู้หาญกล้าท้าทายสวรรค์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
“เจ้าทำให้เราประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า หลินฟางเซียน...” พระองค์ตรัสด้วยพระสุ้มเสียงแผ่วเบา มีเพียงคนทั้งสองที่ได้ยิน “เจ้าทำให้เรารู้ว่า... บัลลังก์มังกรนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับให้ใครมาเหยียบย่ำอีกต่อไป”
“หม่อมฉันเพียงแต่ทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษาลมหายใจของตัวเอง และ... เพื่ออนาคตของแผ่นดินเท่านั้นเพคะ ฝ่าบาท” นางตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับเต้นรัวระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอกยามเมื่อพระหัตถ์อุ่นจัดของฮ่องเต้เอื้อมมาสัมผัสข้อพระกรของนางอย่างแผ่วเบา เป็นการแสดงออกถึงความไว้วางใจที่เหนือกว่าฐานะเจ้านายและบ่าวไพร่
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยชัยชนะอันหอมหวาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีฝ่ายข่าวกรองนอกตำหนักก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ ขันทีผู้นั้นวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบพื้น ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจนพูดแทบไม่เป็นภาษา
“ฝ่าบาท... ทูลฝ่าบาท! แย่แล้วเพคะ... เอ้ย... พ่ะย่ะค่ะ! ทางชายแดนเหนือ... กองทัพม า เ จ็ ด แคว้นของเผ่าทาร์ทาร์บุกทะลวงค่ายกลคูเมืองแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และแม่ทัพใหญ่ผู้รักษาด่าน... หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!”
ดวงเนตรของจ้าวเฟยหลงหรี่แคบลงทันที ความตึงเครียดระลอกใหม่พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในชั่วพริบตาเดียว ส่วนหลินฟางเซียน... นางพลันหันขวับไปมองที่หน้าต่างบานแกะสลักซึ่งเปิดรับลมหนาวจากภายนอก พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่กำลังยืนตระหง่านอยู่บนหลังคาตำหนักไท่เหอ—กำลังจ้องมองมาที่พวกนางด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ส่งตรงมาจากขุมนรก!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่ากองเพลิงแห่งอำนาจมาด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีซาบซึ้งใจยิ่งนักค่ะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 42
การกลับมาของราชสีห์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!