“ในเมื่อท่านอ๋องทรงรีบร้อนอยากให้เกมจบลงเช่นนี้ หม่อมฉันก็คงมิอาจรั้งรอให้เสียเวลา”
เสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไร้กระแสลมของหลินฟางเซียนดังก้องขึ้นในห้องทรงอักษรที่เงียบสงัด จ้าวเฟยหลงนั่งอยู่บนบัลลังก์ไม้จันทน์หอม แววตาของเขาฉายความสับสนปนระแวดระวัง ขณะที่อ๋องหนานเจี้ยนยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มเหยียดหยามที่มุมปากของท่านอ๋องยังไม่จางหายไปจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ฟางเซียนไม่ได้รอให้ใครตอบรับ นางหมุนตัวกลับช้าๆ ชายกระโปรงผ้าไหมสีขาวปักลายหงส์พริ้วไหวราวกับธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัว นางขยับก้าวไปยืนเบื้องหน้าโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้ ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาจรดลงบนกระดาษเพียงไม่กี่คำ แล้วเลื่อนให้ท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจดู
“ข่าวลือเรื่องการทุจริตเสบียงในกองทัพชายแดน... หากข่าวนี้แพร่ออกไปโดยมีลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เป็นผู้ยืนยันความถูกต้อง ท่านคิดว่าฝูงหมาป่าในราชสำนักจะรุมทึ้งใครก่อนกันหรือเพคะ?”
อ๋องหนานเจี้ยนชะงักไป ดวงตาที่เคยดุดันดุจพญาอินทรีหรี่ลงทันที “เจ้าคิดจะเล่นเกมตื้นๆ แบบนี้หรือฟางเซียน? ใครจะเชื่อถือนางกำนัลตกอับเช่นเจ้า”
“ใครจะเชื่อหรือไม่มิสำคัญเท่ากับใคร ‘อยาก’ จะเชื่อเพคะ” นางแย้มยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นเพียงเล็กน้อยทว่าเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ “สนมฉิน... นางผู้คอยส่งข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวในวังหลังให้คนของท่าน ดูเหมือนว่านางจะเริ่มกังวลใจเรื่องตำแหน่งสนมเอกที่นางปรารถนาแล้วกระมัง”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจของจ้าวเฟยหลงที่สั่นไหวเล็กน้อย ฟางเซียนรู้ดีว่าหมากตัวนี้ต้องขยับด้วยความระมัดระวังที่สุด การกำจัดสนมฉินไม่ใช่เพียงแค่การกำจัดสายลับ แต่มันคือการ ‘ยืมมีด’ ของศัตรูมาตัดกำลังของตัวศัตรูเอง
หลังจากการเผชิญหน้าสิ้นสุดลง ฟางเซียนเดินทอดน่องไปตามระเบียงคด นางไม่ได้กลับตำหนักในทันที แต่แวะไปที่อุทยานหลวงท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ที่นั่น... สนมฉินกำลังยืนรอใครบางคนอยู่ตามนัดหมาย
“เจ้ามาสายนะ” เสียงหวานแหบพร่าของสนมฉินดังขึ้นในเงามืด
“ข้าไม่ได้มาสาย แต่ข้าเพียงแค่ให้เวลาท่านได้เตรียมตัวตาย” ฟางเซียนปรากฏตัวขึ้นจากหลังม่านไม้เลื้อย สายตาที่จ้องมองไปยังสนมฉินนั้นว่างเปล่าดุจหลุมศพ
สนมฉินหน้าถอดสี ถอยกรูดไปด้านหลัง “เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร!”
“ข้ามิได้ทำอะไรทั้งนั้น มีเพียงความจริงที่ว่าท่านส่งข่าวลับให้ท่านอ๋อง ซึ่งนั่นเป็นข้อหาทรยศต่อแผ่นดินและเป็นโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร” ฟางเซียนเดินเข้าไปใกล้ช้าๆ กลิ่นอายของนางกดดันจนสนมฉินแทบหายใจไม่ออก “แต่ถ้าหากท่านยอมเปลี่ยนชื่อผู้บงการในจดหมายลับฉบับนี้เสียใหม่ จากชื่อฮ่องเต้... เป็นชื่อของท่านอ๋องหนานเจี้ยน ข้าอาจจะเมตตาให้ท่านจากไปอย่างเงียบๆ”
สนมฉินตัวสั่นเทา นางมองเห็นทางเลือกเพียงทางเดียวคือการหักหลังผู้มีพระคุณเพื่อรักษาชีวิตตนเอง นี่คือกลยุทธ์ที่ฟางเซียนวางไว้ ทุกคำพูดที่สนมฉินตอบโต้กลับมาถูกบันทึกไว้ในความจำของนางอย่างแม่นยำ
“ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร?” สนมฉินเค้นเสียงถาม
ฟางเซียนหยิบป้ายหยกประจำตัวของฮ่องเต้ออกมาวางบนฝ่ามือ ป้ายหยกสีเลือดวาววับสะท้อนกับแสงจันทร์ “นี่คือตั๋วสัญญาชีวิตที่เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มทหารรักษาพระองค์ก็ดังขึ้นจากทั้งสองด้านของสวน สนมฉินเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวก่อนจะตะโกนขึ้นสุดเสียง “ช่วยด้วย! สนมหลิน... นางพยายามจะสังหารข้า!”
ฟางเซียนไม่ได้ตื่นตระหนก นางเพียงแค่นิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม แววตาของนางเปลี่ยนจากความอำมหิตเป็นความโศกเศร้าอย่างแนบเนียนในพริบตา เมื่อหัวหน้าทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาล้อมตัวนางไว้
“เกิดอะไรขึ้น!” หัวหน้าองครักษ์คำราม
สนมฉินวิ่งเข้าไปหลบหลังทหารพลางชี้มือมาที่นาง “นางถือของลับของฮ่องเต้ และพยายามจะฆ่าข้าปิดปาก!”
ฟางเซียนค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ ก้มหน้าลงต่ำทว่าริมฝีปากกลับขยับยิ้มบางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นางรู้ดีว่าแผนการที่แท้จริงของนางเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น ในเมื่อคนของอ๋องหนานเจี้ยนส่งคนมา ‘จัดการ’ เรื่องในคืนนี้ เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาเห็นในสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น
ทว่าในจังหวะที่หัวหน้าองครักษ์เอื้อมมือมาเพื่อจะกระชากแขนของนางนั้น มือของเขาก็หยุดชะงักลงสนิท เมื่อมีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาจากความมืดมิดด้านหลังของกลุ่มทหาร
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าแตะต้องนาง?”
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบ ดุดัน และทรงอำนาจจนทหารทุกคนต้องคุกเข่าลงโดยสัญชาตญาณ จ้าวเฟยหลงก้าวออกมาจากเงามืดด้วยชุดฉลองพระองค์สีดำสนิท แววตาของเขาไม่ได้มองมาที่สนมฉิน แต่จ้องเขม็งไปที่ดาบของหัวหน้าองครักษ์ที่กำลังชี้มาทางฟางเซียน
เขาก้มลงหยิบป้ายหยกจากมือของนางขึ้นมา ก่อนจะหันไปทางสนมฉินที่ยืนตัวสั่น “เจ้าบอกว่านางพยายามจะฆ่าเจ้า... เช่นนั้น เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีว่า ทำไมป้ายหยกประจำตัวข้าถึงไปอยู่ในมือของคนที่จะฆ่าเจ้าได้? หรือว่า... เจ้าต้องการจะขโมยมันไปตั้งแตแรก?”
สนมฉินหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาวราวกับกระดาษ นางอ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ในขณะที่ฟางเซียนยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง แววตาของนางช้อนมองฮ่องเต้หนุ่มด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตกลงกันไว้ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาเลือดที่ยากจะถอนตัว
ทว่าก่อนที่จ้าวเฟยหลงจะได้เอ่ยคำตัดสินโทษใดๆ เงาร่างหนึ่งในชุดสีดำสนิทก็กระโดดลงมาจากหลังคา พุ่งตรงเข้าหาฮ่องเต้ด้วยคมดาบที่อาบยาพิษจนกลายเป็นสีเขียวมรกต!
“ระวังพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เสียงขององครักษ์ข้างกายตะโกนลั่น
ฟางเซียนเบิกตากว้าง นางรู้ดีว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนของท่านอ๋อง... หากแต่เป็นมือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่ในวังมานานและมีจุดประสงค์เดียวคือการปลิดชีพฮ่องเต้เพื่อปิดฉากทุกอย่างในค่ำคืนนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในเส้นทางสายเลือดนี้ไปกับหงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 5
กลยุทธ์หยิบยืมมีดคนอื่น
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!