กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 3

พบพานท่ามกลางความมืด

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของกำยานอวี้สุ่ยลอยอวลเคล้าอยู่กับความมืดมิดในห้องโถงลับชั้นใต้ดินของหอคอยร้อยบุปผา แสงจากคบเพลิงน้ำมันปลาวาฬไหววูบ สะท้อนเงาร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีชาดสลับด้ายทองคำ เนื้อผ้าต่วนชั้นดีทิ้งตัวแนบสนิทไปกับสัดส่วนอรชร ฉินมู่หลานยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังฉากกั้นผ้าโปร่งปักลายทิวทัศน์ นิ้วเรียวสวยภายใต้ถุงมือผ้าไหมโปร่งสีดำค่อยๆ บรรจงจัดวางแผ่นกระดาษสาที่บันทึกเส้นทางการเคลื่อนพลของกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงอย่างแผ่วเบา ทุกย่างก้าวและลมหายใจของนางถูกควบคุมไว้อย่างไร้ที่ติ ดุจดังนักเล่นหมากรุกผู้ถือหางเสือแห่งชะตากรรมเอาไว้ในกำมือ ทว่า... ภายใต้ความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขา โลหิตในกายของนางกลับเดือดพล่านด้วยความทรงจำอันเจ็บปวดจากชาติภพก่อน ในสถานที่อับชื้นแห่งนี้... คือจุดเริ่มต้นที่ตระกูลฉินของนางถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และนำไปสู่ความตายอันน่าอนาถอย่างไร้ความปรานี "เจ้ามาช้าไปสามเค่อ แม่นางฉิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนหินกระทบกันในลำธารน้ำแข็งดังขึ้นจากมุมมืดของห้องโถง เป็นสุ้มเสียงที่มิได้บ่งบอกอารมณ์ใดๆ หากแต่ทรงพลังอำนาจจนทำให้บรรยากาศรอบกายกดทับลงมาอย่างน่าอึดอัด ฉินมู่หลานมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายหางตามองไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ ก้าวพ้นความมืดออกมา แสงไฟวับแวมสาดกระทบเข้ากับโครงหน้าคมคายดุจเทพสลัก สันจมูกโด่งเป็นคมสัน และนัยน์ตาสีสนิมเหล็กที่คมกริบดุจพญาเหยี่ยว—เซียวเหยียนเจ๋อ ต้วนอ๋องผู้กุมอำนาจกองกำลังทหารลับนับแสน เจ้าของฉายา "ท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร" ผู้ซึ่งคนในราชสำนักต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น เขาสวมอาภรณ์คลุมกายสีนิลสนิทปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินยวดยิ่ง ขอบเสื้อกุดกว้างเผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อทรงพลังที่แฝงไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า "หม่อมฉันเดินทางมารับตำแหน่งกุนซือจำเป็นย่อมต้องระมัดระวังฝีเท้าเป็นธรรมดาเพคะ ท่านอ๋อง" มู่หลานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น นางก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น เผชิญหน้ากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้นอย่างไม่หลบสายตา "อีกอย่าง... การมาเร็วกว่ากำหนด อาจทำให้หม่อมฉันได้เห็นภาพที่ไม่ควรเห็น เช่นความตื่นตระหนกของคนผู้หนึ่ง" เซียวเหยียนเจ๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มิได้ไปถึงดวงตา เขาคืบคลานเข้ามาใกล้ชิดนางทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนเขาและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าแตะนาสิก "เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับเรา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ขณะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเส้นผมสีดำสนิทของเขาระเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันหวาดกลัวเราจนตัวสั่น แต่เจ้ากลับยืนอยู่ตรงนี้... มองเราด้วยสายตาที่ราวกับกำลังชำแหละแผนการในหัวของเจ้าอยู่" "เพราะหม่อมฉันรู้ว่าท่านอ๋องมิใช่คนไร้เหตุผลเพคะ" มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเฉลียวฉลาดล้ำลึก "ท่านอ๋องเรียกตัวหม่อมฉันมาในค่ำคืนนี้ มิใช่เพื่อมาขู่ขวัญให้กลัว แต่ต้องการทราบว่า... เหตุใดหม่อมฉันจึงรู้เรื่องการเคลื่อนพลลับของกองทัพพิทักษ์ชายแดนตะวันตกต่างหากเล่า" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เซียวเหยียนเจ๋อจ้องมองนางราวกับต้องการจะค้นทะลุทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ สตรีผู้นี้มีความลับ... และความลับนั้นช่างหอมหวานและอันตรายยิ่งนัก แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความแค้นเคืองและสติปัญญาที่เฉียบคมจนน่าประหลาดใจ "เจ้าเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางตกอับผู้หนึ่ง เหตุใดจึงล่วงรู้แผนการลับของกองทัพพิทักษ์ที่ถูกปิดผนึกไว้ในหอตำราหลวงได้?" เซียวเหยียนเจ๋อเอ่ยถาม เสียงกระซิบของเขาชิดริมฝีปากนางจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน ฉินมู่หลานไม่ถอยหลังหนี นางกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ายวนและท้าทายในคราเดียวกัน นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะลงบนปกเสื้อคลุมปักลายเมฆาของเขาแผ่วเบา ราวกับจงใจหยอกล้อกับเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ "หากหม่อมฉันบอกว่า... หม่อมฉันเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และกลับมาจากนรกเพื่อมาทวงความยุติธรรม ท่านอ๋องจะเชื่อหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?" คำพูดนั้นทำให้ดวงตาคมกริบของเซียวเหยียนเจ๋อไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือหนาบีบกระชับเข้าที่เอวบางอย่างแน่นหนาจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแปลบ ทว่าใบหน้ายังคงเชิดขึ้นสู้สายตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "เจ้าเล่นเกมอันตรายเกินไปแล้ว แม่นางฉิน" เขากระซิบชิดริมหู เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอันตราย "หากคำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าอาจจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต" "ชีวิตของหม่อมฉัน... อยู่ในกำมือท่านอ๋องตั้งแต่ก้าวเข้ามาในนี้แล้วเพคะ" มู่หลานตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตาคู่สวยประกายแสงวาวโรจน์ "แต่หม่อมฉันมั่นใจว่า... ท่านอ๋องจะไม่ฆ่าหมากตัวสำคัญที่จะช่วยให้ท่านลากคอหนอนบ่อนไส้ออกมาจากราชสำนักได้หรอกเพคะ" เซียวเหยียนเจ๋อจ้องมองนางนิ่งนาน แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับเจือไปด้วยความสนใจและความปรารถนาอันลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและดึงดูดใจอย่างประหลาด "น่าสนใจ... เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก" เขายกมืออีกข้างขึ้น ปลดปิ่นปักผมหยกขาวลายหงส์ออกจากมวยผมของนางอย่างถือวิสาสะ เส้นผมนุ่มสลวยสีดำสนิทดุจแพรไหมจึงร่วงหล่นลงเคลียแผ่นหลังระหงทันที "แต่จำไว้... ในดินแดนของข้า ผู้ที่เล่นนอกเกมจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม" ขณะที่เซียวเหยียนเจ๋อโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของนางเพื่อเป็นการสั่งสอน ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงเคาะเกราะเหล็กกระทบกันก็ดังสนั่นมาจากทางบันไดทางขึ้นห้องโถงลับ ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจขององครักษ์ด้านนอก "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้ว! หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังสำนักพระราชวังบุกเข้ามาล้อมหอคอยร้อยบุปผาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวเหยียนเจ๋อชะงักฝีเท้า นัยน์ตาสีสนิมเหล็กหรี่แคบลงด้วยความเหี้ยมเกรียมในเสี้ยววินาที เขาก้มลงมองฉินมู่หลานที่ยังคงมีรอยยิ้มเยือกเย็นประดับอยู่บนมุมปาก นางไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย ราวกับล่วงรู้อยเหตุการณ์นี้อยู่แล้ว "ดูเหมือนว่า... หมากตานี้ของท่านอ๋อง จะมีคนแอบเดินตัดหน้าเสียแล้วกระมังเพคะ?" มู่หลานเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เซียวเหยียนเจ๋อยกยิ้มมุมปากอย่างดุร้าย มือหนากระชากกระบี่ประจำกายออกจากฝักเสียงดังเคง... ก่อนจะกระชากร่างระหงของนางเข้าหาตัวแนบแน่น แล้วประทับจูบลงบนเรียวปากอิ่มอย่างหนักหน่วงและดุดันเพื่อปิดปากคำพูดเย้าหยอกของนางทันที! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้นะคะ น้อมรับทุกพลังใจด้วยความซาบซึ้งค่ะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%